ทางการเมียนมาสั่งเรียกตัวทูตประจำไทยกลับเนปิดอว์สอบสวนด่วน
24 ก.ย. 2569 | apirak_pra

สื่อเมียนมารายงาน ทางการเมียนมาสั่งเรียกตัว 'ซอ ซอ โซ' ทูตประจำไทย กลับเนปิดอว์ หลังถูกตั้งข้อหาสมคบคิดลักลอบส่งแรงงาน และออกพาสปอร์ตให้ฝ่ายต้านรัฐบาล
ข่าว
24 ก.ย. 2569 | apirak_pra

สื่อเมียนมารายงาน ทางการเมียนมาสั่งเรียกตัว 'ซอ ซอ โซ' ทูตประจำไทย กลับเนปิดอว์ หลังถูกตั้งข้อหาสมคบคิดลักลอบส่งแรงงาน และออกพาสปอร์ตให้ฝ่ายต้านรัฐบาล
KEY
POINTS
สำนักข่าวภาษาอังกฤษของเมียนมา "ดิ อิรวดี" (The Irrawaddy - English Edition) รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้มีคำสั่งเรียกตัว นายซอ ซอ โซ (U Zaw Zaw Soe) เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เดินทางกลับไปยังกรุงเนปิดอว์โดยด่วน เพื่อเข้ารับการสอบสวนทางวินัยและข้อกฎหมายอย่างเข้มข้น
คำสั่งเรียกตัวทูตเมียนมาประจำกรุงเทพฯ กลับประเทศในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ พลเอกมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งเมียนมา พร้อมด้วย พลเอก เย วิน อู ได้เสร็จสิ้นภารกิจการเดินทางเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในระหว่างการเยือน ผู้นำเมียนมาได้กล่าวยืนยันถึงการนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย ตลอดจนการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทย โดยเฉพาะความร่วมมือด้านแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ
แหล่งข่าวระบุว่า ชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การสั่งสอบสวนและเรียกตัวทูตเมียนมากลับเนปิดอว์อย่างกะทันหัน เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการสมคบคิดกับกลุ่มนักธุรกิจชาวเมียนมาบางกลุ่มในประเทศไทย เพื่อเอื้อประโยชน์ในการลักลอบนำเข้าแรงงานชาวเมียนมาเข้ามายังประเทศไทยผ่านทางเส้นทางธรรมชาติและช่องทางด่านเกาะสอง (Kawthaung) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับจังหวัดระนองของไทย
นอกจากนี้ นายซอ ซอ โซ ยังถูกตั้งข้อหาและสอบสวนเกี่ยวกับกรณีการออกหนังสือเดินทาง (Passport) รวมถึงเอกสารสำคัญทางราชการให้แก่กลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดและเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงทางความมั่นคงของทางการเมียนมา
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ได้ยืนยันกระแสข่าวดังกล่าว พร้อมเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า เพียง 5 วันก่อนที่จะมีคำสั่งเรียกตัวกลับเนปิดอว์ นายซอ ซอ โซ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยได้เดินทางเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของประเทศไทย เพื่อร่วมหารือในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ ในการหารือดังกล่าวยังมีการผลักดันการจัดตั้งช่องทางที่เป็นทางการสำหรับการส่งเงินกลับประเทศ (Remittance) ของกลุ่มแรงงานเมียนมาในต่างแดน รวมถึงการกำหนดระบบและช่องทางโอนเงินกลับประเทศผ่านสถาบันการเงินที่รัฐบาลเมียนมากำหนดอย่างถูกต้อง ก่อนที่จะมีคำสั่งสายฟ้าแลบเรียกตัวกลับไปสอบสวนในที่สุด