“ปรากฏว่ารอบนี้ นายไชยชนก ดูจะจำเหตุการณ์ต่างๆไม่ค่อยได้แล้ว ก็แปลกดีเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับความทรงจำของนายไชยชนก ในเวลานั้น”
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้จะมี 2 คดี คือ คดีรับสินบน และคดีเว็บพนัน เดิมทีไม่มีการออกหมายเรียกนายคิวในคดีรับสินบน เราพยายามถามว่าทำไมไม่ออกหมายเรียกนายคิวตั้งแต่ต้น ปรากฏว่ากองปราบบอกว่าถ้าออกหมายเรียกไปกลัวนายคิวจะไม่มา ผมก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีเหตุผลแบบนี้ด้วย แต่นี่คือคำตอบที่ได้รับ ส่วนของการเชิญทางโทรศัพท์ นายคิวปฏิเสธว่าได้คุยกับนายฉัตรมงคล แล้วก็ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ทำในส่วนของเว็บพนัน
“ทีนี้เราอยากรู้ว่าเรื่องนี้มีมูลหรือไม่ มันมีอยู่ 2 คนที่รู้ คือนายฉัตรมงคล กับนายคิว เพราะนายฉัตรมงคลอ้างว่าคุยกับนายคิว ถ้าไม่มีการคุยกันจริง หรือนายคิว ไม่ได้ทำเว็บพนันจริง แสดงว่าการพูดของนายไชยชนก เมื่อวันที่ 30 ก.ย.68 เป็นการพูดเท็จ และนำไปสู่การแจ้งความเท็จ แต่ถ้านายคิว ทำจริง พูดจริง สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือ ต้องมีการดำเนินคดีกับนายคิว แต่ทำไมไม่มีการเรียกนายคิว ในคดีรับสินบนเลย”
นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนเว็บพนันก็แปลกว่าเพิ่งดำเนินการหลังจากถูก กมธ.ไล่บี้ และคนที่จะยืนยันได้ว่านายคิว ทำเว็บพนันหรือไม่ ก็คือนายฉัตรมงคล แต่ ณ ตอนนี้ ในคดีเว็บพนันก็ไม่มีการเรียกนายฉัตรมงคลมาเป็นพยาน และไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆกับนายคิว
“บทสรุปเดียว คือ ทุกคนพร้อมเกียร์ว่างในช่วงนี้ สิ่งที่ นายไชยชนก พูดเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 68 เขาต้องการให้รัฐมนตรี ทำให้เรื่องนี้เกียร์ว่าง เขาเลยจะมาติดสินบน เพื่อเว็บพนันจะดำเนินการได้ ผมไม่รู้ว่าเว็บพนันมีจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายเกียร์ว่างแล้ว บรรลุวัตถุประสงค์เรียบร้อยแล้ว ป.ป.ช.ก็ไม่ขยับ ตำรวจไม่ขยับกับ 4 พันเว็บเลย”
"กมธ.กฎหมาย เราพยายามสอบถามว่า ตำรวจไซเบอร์ติดขัดอะไร อย่างนายฉัตรมงคล ทำไมถึงไม่ออกหมายเรียกไปเป็นพยาน จะได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายคิว และตรวจสอบเส้นเงินให้ลึกที่สุด ได้รับคำตอบว่าขอหารือกับผู้บังคับบัญชาก่อน ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ การจัดการกับเว็บพนัน ผมคิดว่ามันทำได้ยากมาก”นายรังสิมันต์ กล่าว