นายยศชนัน กล่าวอีกว่า การดำเนินงานยังค่อนข้างล่าช้า จึงมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า หากยังไม่มีพื้นที่ใหม่ อาจให้อุเทนถวายใช้พื้นที่ของตนเองเพื่อเคลื่อนย้ายกลุ่มนักศึกษาออกไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาหากเกิดข้อพิพาทหรือมีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางมหาวิทยาลัยจะใช้มาตรการหยุดเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ซึ่งแม้จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ล่าสุดก็ยังคงเกิดเหตุปะทะขึ้นอีก
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในวันที่ 9 กันยายน เวลา 11.00 น. ที่กระทรวง อว. จะมีการจัดประชุมร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ปลัดและรองปลัดกระทรวง อว., อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเจ้าของพื้นที่, ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, คณบดีวิทยาเขตอุเทนถวาย และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อหารือโดยใช้ข้อกฎหมายและเกณฑ์ต่างๆ เป็นตัวตั้งอย่างเคร่งครัด
นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังมาหลายปีและมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมถึงเสียชีวิต ทั้งยังส่งผลกระทบต่อประชาชนที่สัญจรไปมาซึ่งมักโดนลูกหลง จึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหาและเห็นพ้องกันว่าเรื่องนี้ต้องทำให้รวดเร็วและเด็ดขาด โดยหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น จะมีการแถลงรายละเอียดและกรอบเวลาที่ชัดเจนให้สื่อมวลชนได้รับทราบ พร้อมยืนยันว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และพยายามจะให้จบในเงื่อนไขที่สามารถทำได้เกี่ยวกับกฎหมายในยุคที่ตนเป็นรัฐมนตรี
เมื่อถามถึงกรณีที่ผ่านมามีการเจรจาย้ายสถานศึกษาหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถทำได้ จะมีวิธีการอย่างไร
นายยศชนัน กล่าวว่า ตนจะนำข้อกฎหมายและข้อยุติต่างๆ ที่เคยตกลงกันไว้มาเป็นไกด์ไลน์ให้มหาวิทยาลัยปฏิบัติได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการเหลื่อมเวลาเรียนแม้จะทำให้เหตุการณ์สงบลงได้บ้าง แต่ตนคิดว่าทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ค่อนข้างช้า จึงต้องนำทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำคนที่ได้รับผลกระทบเข้ามาดำเนินการร่วมกัน
เมื่อถามถึงการเจรจากับกลุ่มแกนนำหรือหัวโจก
นายยศชนัน ยืนยันว่า ต้องมีการเจรจาด้วยเหตุผลและหลักฐานทางกฎหมาย แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีผู้บาดเจ็บก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากปัญหาดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนคนไทย ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และการท่องเที่ยว จึงถึงเวลาที่ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเบ็ดเสร็จ
นายยศชนัน กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับความคืบหน้าเรื่องการย้ายสถานที่ ปัจจุบันเตรียมไว้ 2 แนวทาง คือ พื้นที่นอกเมืองที่เคยตกลงกันไว้เบื้องต้น และพื้นที่วิทยาเขตต่างๆ ของราชมงคลตะวันออก นอกจากนี้ยังได้หารือกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงแผนการในอนาคต ที่จะปรับปรุงพื้นที่พิพาทเดิมให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรม งานวิจัย และการค้าขาย ซึ่งสอดคล้องกับจุดเด่นของพื้นที่บริเวณดังกล่าว