มหาหมี แจงปมใบตราตั้งเจ้าอาวาส ยันตั้งวัดชอบด้วยกฎหมาย
28 ส.ค. 2569 | titayu_pur

มหาหมี รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ชี้แจงปมใบตราตั้งเจ้าอาวาสปี 2535-2541 เผยประวัติการสร้างวัดย้อนไปปี 2492 ยันกระบวนการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายสงฆ์
ข่าว
28 ส.ค. 2569 | titayu_pur

มหาหมี รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ชี้แจงปมใบตราตั้งเจ้าอาวาสปี 2535-2541 เผยประวัติการสร้างวัดย้อนไปปี 2492 ยันกระบวนการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายสงฆ์
KEY
POINTS
28 สิงหาคม 2569 มหาหมี (ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา) รองประธาน มูลนิธิกองทัพธรรม แถลงชี้แจงกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ใบตราตั้งเจ้าอาวาส วัดป่าอดุลยาราม ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องปี พ.ศ. 2535 ถึง 2541 โดยยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเริ่มเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปี 2492 ก่อนยื่นตั้งวัดถูกต้องตามคำสั่ง กฎหมายสงฆ์ และมหาเถรสมาคม เนื่องจากแบบฟอร์มในยุคนั้นมีจำกัด ย้ำกระบวนการออกโอนที่ดินและการ แต่งตั้งเจ้าอาวาส ดำเนินการโดยชอบตามอำนาจเจ้าคณะจังหวัด และปฏิบัติตามขั้นตอนของกรมที่ดินทุกประการ
ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม หรือ มหาหมี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างจากช่างบุ ที่ปรึกษาผู้จัดการมรดกของ นางบัวไข สรสมุทร ทายาทของนายเฮียง พิมพ์ศรี ที่พบว่า มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี 2535 แต่กลับมีประกาศตั้งวัดป่าอดุลยารามในปี 2541 ว่า วัดไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2541 หรือปี 2533 ซึ่งเป็นปีที่ขออนุญาตตั้งวัด แต่มีประวัติความเป็นมายาวนานมาตั้งแต่ปี 2492
มหาหมีกล่าวว่า ในปี 2492 หลวงพ่อพระครูอดุลสารนิเทศ หลวงพ่อพุทธ กันตาจาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดตราซู จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพระนักพัฒนาและพระนักปฏิบัติ มีชาวบ้านเข้ามาปฏิบัติกรรมฐานกับท่านเป็นจำนวนมาก จึงมีแนวคิดที่จะหาสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมและนั่งกรรมฐานที่มีความสงบและเหมาะสม จนพบพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่ดินของนายเฮียง จึงขออนุญาตนำญาติโยมเข้าไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และเดินจงกรม โดยมีพระเข้ามาพักอาศัยเป็นช่วง ๆ จากนั้นมีพระที่เป็นตัวแทนของหลวงพ่อ เข้ามาดูแลพื้นที่ดังกล่าวสืบต่อกันมา รวม 4 รูป ตั้งแต่ปี 2492 จนถึงปี 2533
มหาหมีอธิบายว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากคำสั่งมหาเถรสมาคมปี 2530 ที่ห้ามพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาในสถานที่ ที่ยังไม่ได้สร้างหรือจัดตั้งเป็นวัด ทำให้เกิดปัญหาว่าพระที่เดินทางมาปฏิบัติธรรมและพักค้างในพื้นที่ของนายเฮียง จะดำเนินการอย่างไร
ต่อมาเจ้าคณะจังหวัดจึงมีแนวทางว่า หากจะให้พระอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จะต้องดำเนินการสร้างและตั้งวัดให้ถูกต้อง จึงนำไปสู่การนิมนต์หลวงพ่อสุพัตร์ ฐิตวํโส หรือหลวงพ่อพุทธ เข้ามาดำเนินการตั้งแต่ปี 2492 ส่วนหลวงพ่อสุพัตร์ ฐิตวํโส เป็นพระอีกรูปหนึ่งและเป็นลูกศิษย์ เมื่อหลวงพ่อสุพัตร์ ฐิตวํโส เข้ามาในปี 2533 ทางจังหวัดได้ประชุมและมีแนวทางให้ดำเนินการตั้งวัด จึงให้นายเฮียงไปออกโฉนดที่ดินและนำมาถวาย โดยมีการทำหนังสือตกลงเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2533 และต่อมาในปีเดียวกัน นายเฮียงได้นำโฉนดไปถวายหลวงพ่อ เพื่อใช้ในการดำเนินการตั้งวัด
มหาหมีกล่าวว่า นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2533 ก่อนที่ในปี 2535 จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับการตั้งวัด โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีการตั้งหลวงพ่อสุพัตร์ ฐิตวํโส ให้เป็นประธานที่พักสงฆ์ สาเหตุที่มีการตั้งประธานที่พักสงฆ์ เนื่องจากในขณะนั้นสถานที่ดังกล่าว ยังไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และก่อนหน้านั้นมีประธานที่พักสงฆ์สืบทอดกันมาแล้ว 4 รูป หลวงพ่อสุพัตร์ ฐิตวํโส จึงเป็นรูปที่ 5 ขณะเดียวกัน ในปี 2535 มีหนังสือจากนายอำเภอแจ้งว่า จากการที่ชาวบ้านขอตั้งและขอสร้างวัดได้รับอนุญาตแล้ว จึงให้ดำเนินการก่อสร้างตามแบบที่กำหนด พร้อมทั้งให้ดำเนินการสรรหาพระ ที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสแนบไปด้วย
มหาหมีกล่าวว่า ประกอบกับคำสั่งมหาเถรสมาคมในช่วงปี 2533 ที่กำหนดไม่ให้พระอยู่ในสถานที่ที่ยังไม่ได้ตั้งวัด ทำให้เจ้าคณะจังหวัดต้องดำเนินการตั้งประธานที่พักสงฆ์ขึ้น ขณะที่ในช่วงเวลานั้นแบบฟอร์ม สำหรับการแต่งตั้งมีเพียงแบบฟอร์มเดียว ทั้งแบบการตั้งเจ้าอาวาสและการตั้งไวยาวัจกร จึงมีการใช้แบบฟอร์มดังกล่าวในการแต่งตั้ง เพื่อให้หลวงพ่อสุพัตร์ ฐิตวํโส ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการตั้งวัดอย่างถูกต้อง จากนั้นตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2541 จึงมีการดำเนินการจนกระทั่งวัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลในปี 2541 โดยมหาหมีระบุว่า ใบตราตั้งดังกล่าวเป็นการตั้งที่ชอบแล้ว จึงไม่ได้มีการแต่งตั้งใหม่ และใช้ใบตราตั้งเดิมต่อเนื่อง โดยถือเสมือนว่า มีผลตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2541 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
มหาหมีระบุว่า กระบวนการแต่งตั้งดังกล่าวอยู่ในอำนาจของเจ้าคณะจังหวัด ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 ข้อ 15 (1) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบัญชาการคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ และคำสั่ง รวมถึงอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ตามมาตรา 22 อนุ 2 ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าคณะจังหวัด
ส่วนกระบวนการเกี่ยวกับที่ดิน มหาหมีกล่าวว่า เมื่อกระบวนการแต่งตั้งเจ้าอาวาสหรือประธานที่พักสงฆ์ รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างวัดดำเนินการโดยชอบแล้ว และกฎหมายสงฆ์ไม่ได้ขัดกับประมวลกฎหมายที่ดิน สำนักงานที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 84 โดยระบุว่า ไม่มีกระบวนการใดที่ต้องยุติหรือขัดแย้งกับมาตรา 84 และกระบวนการดังกล่าวถือว่ายุติแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนในการดำเนินการต่อไป
สำหรับข้อสงสัยว่า การโอนที่ดินจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาทของเจ้าของที่ดินหรือไม่ มหาหมีอธิบายว่า กฎกระทรวงปี 2559 กำหนดให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์และทายาทดำเนินการโอนภายใน 90 วัน แต่หากไม่ดำเนินการ ยังสามารถอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวง รวมถึงหนังสือที่นายเฮียงทำไว้กับนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งระบุความยินยอมว่า หากเจ้าของที่ดินไม่ดำเนินการโอน ก็ยินยอมให้นายอำเภอดำเนินการตามเวลาที่กำหนด
มหาหมีระบุว่า ข้อความดังกล่าวหมายความว่า อำนาจในการดำเนินการสามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องรอทายาท โดยแยกระหว่าง “สิทธิ” กับ “หน้าที่” โดยทายาทไม่มีสิทธิในการรับที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่มีหน้าที่ในการดำเนินการโอน หากไม่ดำเนินการ นายอำเภอ เจ้าพนักงานที่ดิน อธิบดีกรมที่ดิน หรือผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 84 เพื่อดำเนินการต่อได้
ทั้งนี้ มหาหมีกล่าวว่า หากท้ายที่สุดมีข้อขัดแย้ง ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อหาข้อยุติได้ แต่ในมุมข้อกฎหมายที่อธิบายไว้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องฟ้องศาล เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้อยู่แล้ว