“ไชยชนก” จ่อดึงมหาดไทย-อว. ช่วยดันยอดลงทะเบียน TH-AI Passport
28 ส.ค. 2569 | titayu_pur

“ไชยชนก” จ่อดึงมหาดไทย-อว. ช่วยดันยอดลงทะเบียน TH-AI Passport ไม่หวั่นฝ่ายค้านจองกฐินซักฟอก ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย
ข่าว
28 ส.ค. 2569 | titayu_pur

“ไชยชนก” จ่อดึงมหาดไทย-อว. ช่วยดันยอดลงทะเบียน TH-AI Passport ไม่หวั่นฝ่ายค้านจองกฐินซักฟอก ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย
KEY
POINTS
28 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี แถลงความคืบหน้าการ ลงทะเบียน TH-AI ในโครงการ TH-AI Passport หลังพบยอดผู้ใช้บริการแตะ 1.3 ล้านสิทธิ์ ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ์ ก่อนเปิดใช้งานจริง 31 สิงหาคมนี้ การขับเคลื่อนครั้งนี้มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพคนทำงานด้วยระบบ AI Pro ฟรี โดยเตรียมปรับกลยุทธ์ประสานเครือข่าย กระทรวงมหาดไทย อว. และ สส. ในพื้นที่ ช่วยเร่งกระจายข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม พร้อมกันนี้ยังได้ยืนยันถึงมาตรฐานความปลอดภัย ของข้อมูลผู้ใช้งานที่มีการลบทิ้งทันทีหลังประมวลผลเสร็จสิ้น พร้อมแสดงความมั่นใจไม่หวั่น หากพรรคฝ่ายค้านจะนำโครงการนี้ไปยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะช่วยประชาสัมพันธ์โครงการ ให้เป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังกล่าวเปิดงานโครงการ TH-AI Passport อย่างเป็นทางการ ระบุว่า แม้จะยังไม่ถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ แต่รู้สึกดีใจที่เห็นตัวเลขผู้ลงทะเบียนล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ตนอยากให้มีตัวเลขผู้ลงทะเบียนใช้งานมากที่สุดก่อนที่โครงการจะเปิดใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบอย่างเท่าเทียมกัน
นายไชยชนก ย้ำว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดีจริง ๆ โดยมุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ทุกคนที่อยากจะใช้ประโยชน์จาก AI ซึ่งในปัจจุบันยังใช้รูปแบบฟรีอยู่ มีทางเลือกได้ทดลองใช้งานในรูปแบบโปรในหลากหลายโมเดล เพื่อใช้ประโยชน์ได้ตามมาตรฐานของโมเดล AI แบบโปร
โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรที่เข้ามาร่วมให้ข้อมูลในโครงการ ล้วนมีกระแสตอบรับที่ดี โดยได้มีการนำข้อมูลการวิจัยทั้งจาก Google, Microsoft, OpenAI และ NVIDIA มาเปิดเผยในเรื่องของความเป็นมาในการประยุกต์ใช้ AI ในกลุ่มคนทำงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยตนหวังว่าจะมีผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมโครงการเต็มจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้เราขึ้นมาอยู่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยได้
ส่วนแผนการรับมือกับแรงต้าน และการตรวจสอบข้อพิรุธของโครงการ นายไชยชนกกล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องเตรียมการรับมือ มั่นใจในกระบวนการที่มีการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ที่มีเจตนาและความตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยมีความตั้งใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัลหรือ AI ให้ได้มากที่สุด และไม่ว่าการดำเนินการจะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้มีข้อกังวลอะไร
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานคนไทย นายไชยชนก กล่าวยืนยันว่า โครงการเรามีเงื่อนไขสำคัญในความร่วมมือกับบริษัทต่างชาติคือ หลังจากรับข้อมูลไปประมวลผลเสร็จต้องส่งข้อมูลกลับมาให้และข้อมูลต้องถูกลบ ขอยืนยันว่ามีเรื่องของความปลอดภัย และการนำข้อมูลไปใช้ต่อ ที่ปลอดภัยกว่าการใช้ในรูปแบบปกติอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมนำข้อมูลข้อพิรุธทั้งหมดในโครงการไปยื่นซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนยินดีมาก และอยากจะให้เกิดขึ้นโดยเร็ว อาจจะเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยโปรโมตให้พี่น้องประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น อยากให้ยอดผู้ลงทะเบียนใช้งานถึง 5,000,000 สิทธิ์โดยเร็ว เพื่อพิสูจน์ว่าโครงการนี้มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของท่านหรือไม่ โดยตนจะทำให้เต็มที่เพื่อให้โครงการไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ
หวังว่าสุดท้ายประโยชน์จะตกอยู่ที่พี่น้องประชาชน ตกไปอยู่ที่ผลิตผลหรือประสิทธิภาพของประเทศในอนาคตข้างหน้า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกคนร่วมใช้งาน คุณอาจจะเป็นฝ่ายค้านที่อยากจะเชิญชวนทุกคนมาร่วมพิสูจน์ว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร อาจจะเป็นพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ขายที่อยากจะใช้ AI แต่ยังรู้สึกว่ามันไกลตัวไปหรือมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป หรือใครก็ตาม ตนอยากจะเชิญชวนทุกคนมาร่วมรณรงค์เข้ามาพิสูจน์ว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์หรือไม่ด้วยตัวท่านเอง
ทั้งนี้ นายไชยชนก ยอมรับว่า ปัจจุบันมีทั้งกระแสตอบรับของโครงการที่ดีและไม่ดี ส่วนที่ดีคือมียอดผู้ร่วมลงทะเบียนใช้งานในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ยอดเริ่มชะลอลงบ้าง จากที่คิดว่าสองวันแรกยอดจะทะลุล้าน มาถึงวันนี้ยอดอัปเดตอยู่ที่ประมาณ 1,300,000 โดยหวังว่าภายหลังจากการแถลงเปิดตัวโครงการในวันนี้เสร็จ ก่อนที่จะเปิดให้บริการจริงในวันที่ 31 ส.ค. นี้ จะมีการแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก
ส่วนยอดผู้ลงทะเบียนโครงการล่าสุดจำนวน 1,300,000 สิทธิ์ มาจากพื้นที่ไหนบ้างนั้น นายไชยชนกเปิดเผยว่า มากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งแซงทุกพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 250,000 คน ส่วนจังหวัดอื่นๆ อยู่ที่หลัก 10,000 คน โดยตนเองจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือสั่งการถ้าไม่จำเป็น เพราะเป็นสิทธิ์ของพี่น้องประชาชนทุกคน เราจึงไม่อยากเจาะจงกลุ่มจนเกินไป
“แต่หากถึงวันเปิดให้บริการแล้วยอดยังไม่กระเตื้อง คงต้องมีการขอความร่วมมือจากหลากหลายกระทรวงให้ใช้เครือข่ายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ฯลฯ รวมไปถึงผู้แทนราษฎรทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ อยากจะให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ของท่านได้เข้าถึง AI ช่วยกันกระจาย”
ส่วน สส. ของพรรคภูมิใจไทย ได้ให้ความร่วมมือกับโครงการนี้อย่างไรบ้าง นายไชยชนกกล่าวว่า รุ่นนี้แล้วแต่บุคคล เรามีการพูดถึงและแชร์ถึงความสำคัญของโครงการ ซึ่งมี ส.ส. ที่มีความเข้าใจที่แตกต่างกัน และนำไปสื่อสารเชิงพื้นที่คนละรูปแบบกัน โดยกลุ่มผู้ร่วมโครงการที่มีอายุน้อยที่สุดคือมีอายุมากกว่า 60 ปี รองลงมาจะอยู่ที่ 15 ถึง 20 ปี สูงที่สุดเป็นกลุ่มที่มีอายุ 30 ถึง 45 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงาน และรองลงมาจะอยู่ที่ 20 ถึง 30 ปี
ส่วนประชาชนจะได้อะไรจากโครงการนี้ที่เห็นได้แบบเป็นรูปธรรมนั้น นายไชยชนก ย้ำว่า ต้องบอกว่าโครงการนี้ไม่ใช่โครงการ 1,600 ล้านบาทแล้ว แต่เป็นโครงการที่ถูกใช้จริงโดยพี่น้องประชาชน โดยเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ต้องมี Learn to Earn ตามหลักสูตรที่อยู่ในระบบของ TH AI Passport มั่นใจว่าหากมีการใช้งานไปแล้วจะมีทักษะติดตัวไป และมีใบประกาศนียบัตรเอาไปใช้ในการทำงานได้อย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงเฟส 2 นายไชยชนก ระบุว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะมีการของบประมาณจากกองทุนดีอีหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่ไวมาก โดยเฉพาะ AI ทุกวันนี้เราต้องรอดูสถานการณ์ขณะนั้นก่อน อีกทั้งต้องรอดูผลลัพธ์ของโครงการด้วย ว่ามีประสิทธิภาพตามที่ต้องการหรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่ายังไม่สามารถตอบได้จะมีเฟส 2 หรือไม่ ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในแบบที่เราตั้งใจ แน่นอนว่าต้องมีเฟส 2 แต่ต้องดูด้วยว่าสถานการณ์ขณะนั้นเทคโนโลยีเปลี่ยนไปขนาดไหน รูปแบบโครงการอาจจะไม่ใช่เป๊ะๆ ใน 1 ปีข้างหน้า ต้องรอดูด้วยว่าอะไรเป็นรูปแบบโครงการที่เหมาะสมและใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด
ช่วงท้ายนักข่าวถามว่า "รัฐมนตรีลงทะเบียนแล้วหรือยัง" นายไชยชนก บอกว่า "ไม่ลงครับ หากเวลาผ่านไปนานๆ แล้ว สิทธิ์ลงไม่ครบผมลงแน่ แต่ ณ ตอนนี้อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ก่อน"