“และในวันนี้นับเป็นอีกยุคสมัยใหม่ที่เรากำลังก้าวไปสู่ยุคที่โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นมันสมองที่ช่วยเราคิดและลงมือทำ โครงสร้างพื้นฐานนั้นคือ AI ซึ่ง AI ในวันนี้ไม่ต่างจากถนนหรือไฟฟ้าในวันนั้น ฉะนั้นวันนี้ AI เปรียบเสมือนถนนที่เศรษฐกิจของโลกกำลังวิ่งอยู่ และประเทศไหนก็ตามที่สามารถเข้าถึงก่อน ก็จะถึงเส้นชัยได้ก่อน” นายไชยชนก กล่าว
จากนั้น นายไชยชนก ได้ยกตัวอย่างว่า "สมมติว่าตัวผมเองเป็นนักศึกษาที่อยากจะขายกะเพราออนไลน์ AI สามารถช่วยผมทำอะไรได้บ้าง? ผมเพียงต้องพิมพ์ข้อความไม่กี่บรรทัดเข้าไปใน AI สิ่งที่จะเกิดขึ้นกลับมาก็คือ AI สามารถออกแบบเมนูอาหาร สามารถคำนวณในเรื่องของวัตถุดิบ คำนวณต้นทุน คำนวณราคา บริหารจัดการสต็อก และรวมไปถึงการคำนวณแผนการโปรโมต ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งนี่เป็นเพียงกรณีศึกษา (Use Case) เล็ก ๆ แต่การใช้งานแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ฉะนั้น สิ่งที่เหมือนกันคือ AI สามารถเพิ่มผลผลิต ศักยภาพ ประสิทธิภาพ และสามารถลดต้นทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ นั่นก็คือ เวลา อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือพลังของ AI"
“แน่นอนว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของปัญหา การที่เราจะมี AI ที่มีความสามารถเป็นมันสมอง สามารถประมวลผล คิดวิเคราะห์ ช่วยในการเรียนรู้ ช่วยในการค้าขาย และช่วยในการทำงานได้นั้น เราไม่สามารถใช้ AI ในรูปแบบฟรีได้ สำหรับหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในห้องนี้ ค่าบริการ 250 บาท ถึง 1,000 บาท ต่อเดือน ต่อค่าย อาจจะเป็นตัวเลขที่ตัดสินใจได้ง่ายและไม่ได้สูงนัก แต่สำหรับอีกหลายคนมันคือกำแพง กำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำของยุคสมัย AI และกำแพงนี้แหละคือสิ่งที่รัฐบาลมีความตั้งใจจะทลายลง” นายไชยชนก กล่าว
ก่อนย้ำว่า เรายึด 2 หลักการสำคัญของโครงการ คือ 1. ต้องไม่ใช่สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่จ่ายไหว แต่เป็นโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึง AI ระดับ Pro ได้ฟรี และ 2. ต้องไม่ใช่การแจกของ แต่เป็นการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว