เหล็ก IF อยู่หรือไป? ชี้ชะตา มอก.เหล็กไทย ตลาดแสนล้านสะเทือน
17 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

สมอ. เปิดเวทีรับฟังความเห็นปรับ มอก.เหล็กเส้น ถกเดือดแบนเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อย กมอ. ห่วงคุณภาพ-ความปลอดภัย ด้านสมาคมฯ กังวลตลาดผูกขาด
ข่าว
17 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

สมอ. เปิดเวทีรับฟังความเห็นปรับ มอก.เหล็กเส้น ถกเดือดแบนเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อย กมอ. ห่วงคุณภาพ-ความปลอดภัย ด้านสมาคมฯ กังวลตลาดผูกขาด
KEY
POINTS
17 สิงหาคม 2569 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. จัดสัมมนารับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ประเด็นสำคัญ คือ แนวทางกำกับเทคโนโลยีการผลิตและมาตรฐานสินค้า จะเดินหน้าไปในทิศทางใด และกระทบโครงสร้างตลาดเหล็กไทยอย่างไร
สืบเนื่องจากมติคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ยังห้ามใช้เหล็กจากเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับงานโครงสร้างอาคาร เหลือเพียงการผลิตเหล็กเส้นกลม นำมาสู่การรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กจากเตา IF ถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้วย
โดยการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อย เพื่อยกเลิกหรือจำกัดการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) และให้รองรับเฉพาะเตาหลอม Electric Arc Furnace (EAF) หรือ Basic Oxygen Furnace (BOF) กำลังเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในวงการอุตสาหกรรมเหล็กและก่อสร้าง
ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) กล่าวในเวทีรับฟังความคิดเห็นวันนี้ ข้อมูลที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อที่อ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนมานั้น เป็นเพียงสมมติฐานเท่านั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง คิดขึ้นมาเองว่าเหล็ก IF ไม่ดีอย่างไร และการจัดเวทีโดยระบุหัวข้อว่า IF จะอยู่หรือจะไป ส่งผลเสียหายรุนแรงต่อผู้ประกอบการและตลาดผลิตเหล็ก โดยเห็นว่า มอก. ควรวัดที่คุณภาพสินค้าป้อนเข้าสู่ตลาด (End-product Testing) หากผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบตาม มอก.24 ก็ควรได้รับการรับรอง ไม่ควรตัดสิทธิ์ หรือกีดกันตามประเภทเทคโนโลยี
นอกจากนั้น การสั่งยกเลิกอาจทำให้ผู้ประกอบการเตา IF ซึ่งมีสัดส่วนในตลาดจำนวนมากต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดการผูกขาดตลาดในกลุ่มเตา EAF ที่มีจำนวนน้อยกว่า และอาจดันราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึงหลักแสนล้านบาท กับข้ออ้างว่า เตา IF ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้นั้น แท้จริงแล้วสามารถปรับปรุงกระบวนการหลอมวัตถุดิบได้ หากมีการกำกับดูแลและตรวจสอบโรงงานที่เข้มงวดจากหน่วยงานรัฐเอง
ขณะที่ มติบอร์ด กมอ. กังวลว่า เตา IF เป็นระบบเปิดที่ขจัดสิ่งสกปรก เช่น กำมะถันและฟอสฟอรัส ออกจากน้ำเหล็กได้ยาก หากวัตถุดิบซ้ำซ้อนหรือไม่ได้มาตรฐาน อาจพบการปลอมปนธาตุ เช่น โบรอน (Boron) และทำให้เสี่ยงต่อการได้เหล็กคุณภาพต่ำที่ไม่สม่ำเสมอ และเตา IF ควบคุมมลพิษ ฝุ่น และแก๊สพิษได้ยากกว่าเตา EAF รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเป็นฐานการย้ายฐานผลิตเตา IF ที่ถูกกวดขันจากต่างประเทศ และตลาดใหญ่ที่สุด คือ ประเทศจีน
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เน้นย้ำว่างานโครงสร้างและอาคารสูงต้องการเหล็กที่มีความเหนียวและรับแรงดึงสูง การควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่การหลอมต้นน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ไม่สามารถพึ่งพาแค่การตรวจปลายทาง (End-product testing) ได้ และการยกเลิกใช้เตาหลอมประเภท IF ไม่ใช่ยกเลิกทั้งหมด เตาเฉพาะในการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำเสาคานในการสร้างตึกอาคารสูงเท่านั้น ยังสามารถผลิตเหล็กเส้นกลมได้
“เทคโนโลยีของเตา IF คือการหลอมทุกอย่างรวมกัน การเอาสารมลทินหรือส่วนผสมที่ไม่ดีออกจึงทำได้ยาก ทำให้ส่งผลต่อคุณภาพเหล็กที่ผลิต การสุ่มตรวจที่ผ่านมาพบว่าเหล็ก IF มีโอกาสไม่ผ่านมาตรฐานสูงกว่าเตาประเภทอื่น และปัญหาหนักที่สุดคือ กระทรวงอุตสาหกรรมมีเจ้าหน้าที่กองตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 คน จึงเป็นปัญหาการตรวจสอบโรงงานเมื่อเทคโนโลยีเตา IF มีข้อจำกัดประกอบกับการตรวจสอบยังทำได้ไม่ทั่วถึง เราต้องสร้างยกระดับมาตรฐานใหม่ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน”
ทิศทางหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินชี้ขาดเชิงนโยบายของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ว่าจะเลือกใช้การควบคุมเทคโนโลยีตั้งแต่วิธีการผลิต หรือใช้เกณฑ์การตรวจวัดผลิตภัณฑ์ปลายทางเป็นหลัก ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในวันนี้ ติดตามเวทีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ได้ทางเพจ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม - สมอ.