ปอศ. - สรรพากร ผนึกกำลังทลายเครือข่ายบิลผี ทำรัฐเสียหาย 360 ล้าน
17 ส.ค. 2569 | prisana_tha

ปอศ. - สรรพากร เปิดปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill - ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ” ขายบิล VAT ปลอม ฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ความเสียหาย 360 ล้านบาท
ข่าว
17 ส.ค. 2569 | prisana_tha

ปอศ. - สรรพากร เปิดปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill - ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ” ขายบิล VAT ปลอม ฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ความเสียหาย 360 ล้านบาท
KEY
POINTS
17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ. และ ร.ต.อ.กฤษณะ มะกรูดอินทร์ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอศ. พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร แถลงผลปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill - ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ” นำกำลังกว่า 100 นาย เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 10 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 4 จุด , จ.นนทบุรี 3 จุด , จ.นครราชสีมา 1 จุด , จ.สมุทรปราการ 1 จุด และ จ.ชัยภูมิ 1 จุด ซึ่งเป็นบริษัทและที่พักอาศัยของกลุ่มผู้ออกใบกำกับภาษีปลอม , กลุ่มบริษัทที่เป็นผู้ซื้อและใช้ใบกำกับภาษีปลอม และบริษัทสำนักงานบัญชีที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย
จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.รฐา อายุ 61 ปี , นายคณพศ อายุ 50 ปี และ นายปาณเดชา อายุ 33 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง ในข้อหา "ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าว" มูลค่าความเสียหาย 360 ล้านบาท พร้อมตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับใบกำกับภาษี จำนวน 105 ฉบับ อาทิ รายงานภาษีซื้อ - ภาษีขาย/ภ.พ.30 จำนวน 12 แฟ้ม , เอกสารการจัดส่งไปรษณีย์ จำนวน 31 แฟ้ม , เอกสารสัญญาจ้าง การซื้อขาย การโอนเงิน จำนวน 17 แฟ้ม , สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 18 เล่ม , ตราประทับบริษัท จำนวน 18 ตราประทับ , คอมพิวเตอร์พีซี โน้ตบุ๊ค และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 20 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่องรวมกว่า 200 รายการ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมสรรพากร ได้รับเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลและนิติบุคคล มีพฤติการณ์ขายใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง โดยมีข้อมูลว่า ตัวแทนผู้ขาย (Sale) ซึ่งใช้ชื่อว่า “อ้อ รฐา” พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ เป็นผู้ติดต่อหาลูกค้าในกลุ่มเครือข่ายที่เป็นกลุ่มปิดเป็นการเฉพาะจะไม่ติดต่อกับบุคคลอื่นนอกกลุ่ม ทางกรมสรรพากร จึงได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. เพื่อร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มเครือข่ายนี้
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากนั้นได้สั่งการให้สายลับแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มเครือข่ายจนเป็นที่ไว้วางใจ จากนั้นได้ทำการเจรจาติดต่อ ล่อซื้อใบกำกับภาษีจากกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าวเป็นจำนวนหลายครั้ง จนได้รับใบกำกับภาษีที่ออกในนามของบริษัทผู้ออก ซึ่งมี นายปาณเดชา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการบริษัทดังกล่าวทั้งหมด โดยได้ติดต่อผ่านเซลล์ ชื่อ น.ส.รฐา หรือในกลุ่มเฉพาะรู้จักกันในนาม “อ้อ รฐา” ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ และเมื่อระบุมูลค่าของสินค้าที่ต้องการซื้อในใบกำกับภาษีแล้ว จะมีการชำระเงินไปยังบัญชีธนาคารของ นายคณพศ ซึ่งมีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเป็นบัญชีม้าที่ น.ส.รฐา ใช้เพื่อปิดบังอำพรางตัวตน อีกทั้งยังมีการใช้บุคคลอื่น ทำหน้าที่จัดส่งใบกำกับภาษีปลอมผ่านทางช่องทางไปรษณีย์ไทย และมีการใช้ชื่อบุคคลอื่น จ่าหน้าซองในการจัดส่ง โดยไม่มีสิ่งใด ที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของ น.ส.รฐา เพื่อเป็นการอำพรางตัวตนยิ่งขึ้นไปอีก
ร.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.รฐา มีการจัดส่งใบกำกับภาษี ไปยังกลุ่มลูกค้ารายอื่นทั่วประเทศจำนวนหลายราย แล้วจะมีการโอนเงินแบ่งผลประโยชน์ให้กับ นายปานเดชา ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทผู้ออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จ ประกอบกับได้ตรวจพบว่า นายปานเดชา มีพฤติการณ์ใช้บริษัทสำนักงานบัญชีดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นเงินจำนวน 400 ล้านบาท และปิดงบการเงินโดยยื่นรายได้กว่า 300-400 ล้านบาท ต่อปี เพื่อสร้าง ความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ จากพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายนี้เป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง เบื้องต้นพบว่าทำมาแล้วประมาณ 5 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน และบริษัทก่อสร้าง ซึ่งจะเร่งขยายผลดำเนินคดีกับบริษัทเหล่านี้ต่อไป
ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในการปฏิบัติการครั้งนี้ ถือเป็นการล้างบางทั้งระบบเครือข่ายฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ออกใบกำกับภาษีเท็จ - ผู้ใช้ใบกำกับภาษีเท็จ - ตัวแทนผู้ขาย (Sale) - บัญชีตัวแทนหรือบัญชีม้า - สำนักงานบัญชี ที่ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในภาพรวม อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก โดยประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงภาษี อันเป็นการทำลายระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ