เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดงานวิจัย มธ. ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง-บูลลี่ในห้องเรียน

09 ส.ค. 2569 | prisana_tha

เปิดงานวิจัย มธ. ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง-บูลลี่ในห้องเรียน

เปิดงานวิจัย “ธรรมศาสตร์” ออกแบบโรงเรียนป้องกันเหตุกราดยิง วิธีออกแบบห้องเรียน-อาคาร-ภูมิทัศน์ “หน่วงเวลาผู้ก่อเหตุ” รวมถึงระบบดูแลความปลอดภัยทางจิตเวชในห้องเรียน ป้องกันการบูลลี่-ภาวะซึมเศร้า

เปิดงานวิจัย “ธรรมศาสตร์” ออกแบบโรงเรียนป้องกันเหตุกราดยิง วิธีออกแบบห้องเรียน-อาคาร-ภูมิทัศน์ “หน่วงเวลาผู้ก่อเหตุ” รวมถึงระบบดูแลความปลอดภัยทางจิตเวชในห้องเรียน ป้องกันการบูลลี่-ภาวะซึมเศร้า

KEY

POINTS

  • มธ.เสนองานวิจัย แนวทางออกแบบโรงเรียนรับมือเหตุกราดยิง รศ.ดร.สุปรีดี ชี้หัวใจสำคัญคือการ “หน่วงเวลา” ผู้ก่อเหตุ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและบุคลากรหลบหนี ซ่อนตัว และรอเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์
  • ออกแบบโรงเรียนแยกรับมือคนนอก-คนใน เน้นรั้วและภูมิทัศน์ป้องกันผู้บุกรุก จัดอาคารแบบกระจายตัว ส่วนภายในเพิ่มทางหนีฉุกเฉิน จุดหลบซ่อน และปรับทางเดินให้มีมุมบดบังสายตา
  • เสนอ ศธ.-มหาดไทย ยกระดับมาตรการความปลอดภัย บรรจุการซ้อมรับมือเหตุกราดยิงควบคู่ซ้อมหนีไฟ พร้อมดูแลสุขภาพจิต ป้องกันบูลลี่ และกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการออกแบบอาคารสถานศึกษา

9 สิงหาคม 2569 จากเหตุสะเทือนขวัญ นักเรียนกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 9 ราย และบาดเจ็บหลายสิบรายนั้น โดยมีกระแสข่าวว่านักเรียนผู้ก่อเหตุมีความกดดัน นั้น และเกิดการตั้งคำถามถึงมาตรการเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน

 

ล่าสุด รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จ.นนทบุรี ทำให้มีการพูดถึงประเด็นความปลอดภัยในโรงเรียนกันมากขึ้น ส่วนตัวในฐานะที่เคยทำงานวิจัยและเขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบอาคารเพื่อรับมือกับการก่อการร้าย (Terrorism) มาเป็นเวลากว่า 10 ปี และมีโอกาสเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มธ. หัวข้อ “แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก” เมื่อปี 2566 ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบอาคารสถานศึกษาเพื่อรองรับสถานการณ์ในรูปแบบการคุกคามเดี่ยวเพื่อก่อการร้ายหมู่ โดยเลือกโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนไม่เกิน 1,000 คน มาเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอาคาร จึงขอนำสาระสำคัญจากงานวิจัยและประสบการณ์มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาในอนาคต

รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

 

รศ.ดร.สุปรีดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการออกแบบโรงเรียน คือความพยายามที่จะหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความสูญเสีย ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีเวลาหนีหรือซ่อนตัว และรอคอยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ซึ่งแม้งานวิจัยชิ้นนี้จะอ้างอิงทฤษฎีและกฎระเบียบการอพยพจากต่างประเทศ แต่ก็ได้นำมาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย โดยผ่านการเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรไทยกว่า 20-30 คน

 

เปิดงานวิจัย มธ. ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง-บูลลี่ในห้องเรียน

 

สำหรับผลการศึกษาวิจัย แบ่งแนวทางการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือกับผู้ก่อเหตุใน 2 ลักษณะ คือ 1. ผู้ก่อเหตุจากภายนอก (Outsiders) ซึ่งจะเน้นไปที่การป้องกันตั้งแต่ผังบริเวณรอบนอกอาคาร นับตั้งแต่การออกแบบรั้วให้ปีนเข้ามาได้ยาก และใช้มาตรการหน่วงเวลา เช่น การจัดภูมิทัศน์ด้วยต้นไม้บางประเภท หรือการใช้คูน้ำ เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาได้ยากและหลบหนีได้ลำบาก ส่วนการวางผังอาคารจะเป็นแบบกระจายตัวห่างกัน (Cluster) เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อเหตุถูกมองเห็นได้ง่ายในพื้นที่โล่ง ทำให้ก่อเหตุได้ยากขึ้น ต่างจากอาคารที่ติดกันเกินไป

 

เปิดงานวิจัย มธ. ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง-บูลลี่ในห้องเรียน

2. ผู้ก่อเหตุจากภายใน (Insiders) เนื่องจากเป็นคนในที่จะรู้เส้นทางและผังอาคารดีอยู่แล้ว จึงเน้นการออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร โดยแบ่งเป็นระบบเชิงรุก (Active) ที่เน้นการหลบหนีและการเผชิญเหตุ เช่น ออกแบบความสูงของอาคารและหน้าต่างให้สามารถกระโดดหนีได้ มีบันไดลิงฉุกเฉินและทางหนีไฟที่พร้อมใช้งาน ส่วนการต่อสู้ แม้จะเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ แต่หากจำเป็นก็สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์หรือส่วนประกอบอาคาร เช่น การล้มตู้ทับ หรือการปิดล็อกห้องเพื่อขัดขวางผู้ก่อเหตุได้

 

เปิดงานวิจัย มธ. ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง-บูลลี่ในห้องเรียน

 

ขณะที่ระบบเชิงรับ (Passive) จะเน้นการพรางตัวและซ่อนตัว (Camouflage) เช่น การทำผนัง 2 ชั้น (Double Wall) บริเวณหลังกระดานเพื่อให้หลบซ่อนตัวได้, การใช้พื้นที่ใต้พื้นต่างระดับ เช่น ห้องเรียนแบบสเตเดียม เป็นที่ซ่อนตัว หรือการหลบซ่อนบนฝ้าเพดานที่มีการทำทางเดินแคทวอล์ก (Catwalk) เชื่อมต่อไปยังทางออกอื่นได้ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ก่อเหตุอาจรู้ที่ซ่อนตัว แต่อีกหนึ่งวิธีคือ การเพิ่มเหลี่ยมมุมต่างๆ โดยการปรับปรุงโถงทางเดิน (Corridor) ที่ไม่อยากให้เป็นลักษณะทางตรงโล่งยาว สามารถเห็นได้ทุกอย่าง ซึ่งอาจทำให้เดินก่อเหตุได้ง่ายและรวดเร็ว งานวิจัยจึงเสนอให้ปรับปรุงทางเดินให้มีลักษณะซิกแซ็ก (Zigzag) แบบสลับฟันปลา เหลื่อมมุมกัน หรือเป็นแบบโค้งมน เพื่อบดบังสายตาของผู้ก่อเหตุ ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถค่อยๆ หลบหนีและเคลื่อนตัวไปตามเหลี่ยมมุมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย

 

เปิดงานวิจัย มธ. ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง-บูลลี่ในห้องเรียน

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของโรงเรียนในอนาคต โดยสามารถดำเนินการใน 2 กลไกหลัก ได้แก่

.

1. กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรบรรจุแผนการอพยพและการซักซ้อมหนีภัยจากการกราดยิงหรือการถูกคุกคามจากผู้ก่อการร้าย เข้าไปในหลักสูตรและแผนการซ้อมของโรงเรียน ควบคู่ไปกับการซ้อมหนีไฟตามปกติ รวมถึงการมีระบบดูแลความปลอดภัยทางจิตเวชในห้องเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการบูลลี่ (Bullying) และภาวะซึมเศร้า

 

2. กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานควบคุมการก่อสร้าง ควรผลักดันให้เรื่องการป้องกันการก่อการร้ายและการกราดยิง ถูกบรรจุอยู่ในข้อกำหนด กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติการก่อสร้างอาคารประเภทสถานศึกษา โดยร่วมมือกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือสภาสถาปนิกในการออกคู่มือแนวทาง (Guideline) ควบคุมดูแลความปลอดภัย

 

“ข้อเสนอภายในงานวิจัยนี้ เชื่อว่าสามารถนำไปทำได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผนังสองชั้น การหลบในตู้ ฝ้าเพดาน ใช้ทางออกฉุกเฉิน หรือการหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเสริมที่ช่วยรับมือกับเหตุการณ์ได้ดีกว่าที่ไม่มีอะไรรองรับเลย และในงานวิจัยยังสามารถนำไปศึกษาต่อยอดต่อได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเพิ่มเติมในเชิงพฤติกรรมศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจความคิดของผู้ก่อเหตุ และออกแบบอาคารเพื่อทำลายกระบวนการคิด หรือขัดขวางไม่ให้แผนการของผู้ก่อเหตุประสบความสำเร็จ” รศ. ดร.สุปรีดี กล่าว

 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยินดีมอบองค์ความรู้และเล่มวิจัยนี้ให้แก่โรงเรียนหรือหน่วยงานที่สนใจนำไปศึกษาต่อยอดเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป โดยสามารถติดต่อได้ทาง [email protected] หรือที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

อนึ่ง งานวิจัยหัวข้อ “แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก” ดำเนินการวิจัยโดย น.ส.ชนิกา ภิรมย์พลัด นายศิรชัช เชาวนะปัญจะ และ น.ส.เบญญาภา ปานทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา AR611 พื้นฐานการออกแบบและวิจัยสถาปัตยกรรม สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2566

ข่าวล่าสุด