นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า เรื่องการพกพาอาวุธปืน ได้หารือกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยกฎหมายปัจจุบันกำหนดชัดเจนว่า ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีหน้าที่ราชการ ไม่สามารถพกพาอาวุธปืนออกนอกเคหสถาน หรือพกพาไปในสถานที่สาธารณะได้ ดังนั้น จะมอบหมายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่า จากนี้ไป หากมีการตั้งด่าน จะมีการตรวจค้นอาวุธปืนด้วย และหากพบผู้ใดพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ขณะที่การตรวจคอมพิวเตอร์ของผู้ก่อเหตุ พบว่า ได้ดูเหตุการณ์ยิงในประเทศสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน และด้วยความที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กอายุ 14 ปี เจ้าหน้าที่คงต้องติดตามตรวจสอบข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงมาตรการเยียวยา ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บว่า มีหลักปฏิบัติตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีกองทุนรองรับอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่า จะพยายามทุกวิถีทางในการเยียวยาและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และในกรณีผู้เสียชีวิต จะเยียวยาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ไม่ได้ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่อยากใช้คำว่า “โชคดี” แต่เหตุการณ์ได้หยุดลงก่อนที่จะเลวร้ายไปมากกว่านี้ หากผู้ก่อเหตุไม่จบชีวิตตัวเองและต่อสู้ ตำรวจอาจประสบความยากลำบากในการระงับเหตุ อีกทั้งผู้ก่อเหตุยังเป็นเด็ก หากเกิดการปะทะจนตำรวจต้องตัดสินใจใช้กำลัง อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นตามมา
ดังนั้น ขอให้เรื่องนี้จบลงในกรณีที่ผู้ก่อเหตุทำร้ายตัวเอง รวมถึงผู้ใกล้ชิดก็ได้รับอันตรายด้วย จากนี้จะเร่งดำเนินการทางคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะไม่มีผู้ต้องหาที่ต้องติดตามจับกุมแล้ว พร้อมจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาถอดบทเรียน และพยายามอย่างเต็มที่ในการยกระดับมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานที่สาธารณะ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะขึ้นรถเดินทางกลับ ได้หันไปสั่งการ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตั้งด่านตรวจอาวุธปืนทั่วประเทศ