คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และตรวจสอบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมอื่นหรือมีผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ การกระทำผิดและบทลงโทษจะเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล
ด้านป้าของนายป๋อง ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดู “นายป๋อง” มาตั้งแต่วัยเด็ก ได้นำข้าวกะเพราหมูสับและน้ำดื่มมาเยี่ยม เนื่องจากเกรงว่าหลานชายจะไม่ได้รับประทานอาหารก่อนเข้าสู่กระบวนการฝากขัง
โดยป้านายป๋อง เปิดเผยว่า นายป๋องเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาความรุนแรง บิดาเคยทำร้ายลูกตั้งแต่วัยเยาว์ และเชื่อว่าเหตุการณ์ในอดีตอาจส่งผลต่อพฤติกรรมและสภาพจิตใจของหลานในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่านายป๋องเคยถูกดำเนินคดีและต้องโทษจำคุกหลายครั้ง แม้จะไม่ทราบรายละเอียดของแต่ละคดี
ก่อนพ้นโทษครั้งล่าสุด นายป๋องเคยบอกกับครอบครัวว่าจะกลับมาตั้งใจทำงาน เลี้ยงดูแม่และป้า ทำให้คนในครอบครัวมีความหวังว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่หลังพ้นโทษได้ไม่ถึง 2 เดือน กลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงที่มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย สร้างความเสียใจและผิดหวังให้กับครอบครัวอย่างมาก
ป้ายืนยันว่า แม้จะยังรักและผูกพันกับหลานชายในฐานะผู้เลี้ยงดู แต่ไม่สามารถยอมรับการกระทำที่เกิดขึ้นได้ พร้อมระบุว่า หากศาลพิพากษาลงโทษตามความผิดก็พร้อมยอมรับกระบวนการยุติธรรม และจะไม่ยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ อีกทั้งกังวลว่าหากได้รับการปล่อยตัวอาจเกิดเหตุซ้ำ
นอกจากนี้ ป้ายังระบุว่า ไม่เคยพบเครื่องแบบตำรวจหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ภายในบ้าน และไม่ทราบว่านายป๋องมีนายจ้างหรือบุคคลใดอยู่เบื้องหลัง เพราะหลานไม่เคยเล่ารายละเอียดการทำงานให้ครอบครัวทราบ
สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ป้ากล่าวว่าไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว พร้อมเห็นว่าเรื่องการกล่าวขอขมาและแสดงความรับผิดชอบ ควรเป็นหน้าที่ของนายป๋องที่จะต้องกระทำด้วยตนเองต่อครอบครัวผู้สูญเสีย
ป้าทิ้งท้ายว่า ครอบครัวเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เคยสนับสนุนการกระทำผิดของหลาน แม้ยังมีความผูกพันในฐานะคนในครอบครัว แต่เห็นว่าคดีนี้ร้ายแรงเกินกว่าที่จะช่วยเหลือได้ และต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามกฎหมาย