เนชั่นทีวี

Business

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

05 เม.ย. 2569

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้ เจาะเกมภูมิใจไทย ลุยไฟน้ำมัน - ปั่นกระแสชนโม่ง

5 เมษายน 2569 แกะรอยเส้นทางกักตุนน้ำมัน

 

 - รับน้ำมันจากโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ในเครือข่าย ชายฝั่งภาคตะวันออก 

 - ส่งทางเรือไปยังคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี 

 - น้ำมันบางส่วนเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้ด้วย (ก่อนราคาพุ่ง) 

 - ดีเอสไอมีข้อมูลการลอยเรือกลางทะเล จอดเรือ ลดเที่ยวเรือ เป้าหมายเพื่อรอราคา

 - น้ำมันในคลังที่เก็บไว้ ก็กระจายสู่ปั๊ม และลูกค้า ทั้งผ่านจ๊อบเบอร์ และขายส่งให้ปั๊มหลอด ภาคขนส่ง เกษตร อุตสาหกรรม น้อยลง 

 - ที่ผ่านมาปั๊มในเครือข่ายก็ได้รับน้ำมันสำเร็จรูปน้อยลง มีปัญหาหน้าปั๊มแทบทุกแห่ง

 

 

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

 

คลังน้ำมันภาคใต้ แพะตัวใหญ่ หรือ ไอ้โม่ง?

 

 

 

 - บริษัทเจ้าของคลังน้ำมัน เป็นบริษัทในเครือข่ายของยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมัน และปิโตรเคมี 

 - จดทะเบียนมาแล้วนานกว่า 30 ปี ทุนจดทะเบียนกว่า 500 ล้านบาท ประกอบธุรกิจขายน้ำมันสำเร็จรูป ทั้งสั่งนำเข้า และรับน้ำมันที่กลั่นแล้วจากในประเทศ 

 - เป็นผู้ค้ารายใหญ่ มาตรา 7 (เคยเป็นรายเดียวในภาคใต้) 

 - มีเครือข่ายขนส่ง “จ๊อบเบอร์” (ผู้ค้ามาตรา 10) และสถานีบริการ (ปั๊ม - ผูัค้ามาตรา 11) กระจายน้ำมันไปขาย 

 - มีคลังน้ำมันอย่างน้อย 4 แห่ง ในภาคใต้ 2 แห่ง และภาคอื่นอีก 2 แห่ง 

 - ยักษ์ใหญ่ตัวจริง เพราะต้องมีปริมาณน้ำมันสำรอง 120 ล้านลิตรตามกฎหมาย

 - เปิดคลังน้ำมันเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว อย่างยิ่งใหญ่ 

 - สยายปีกธุรกิจไปยังภาคบริการ และอสังหาริมทรัพย์ 

 - เคยเป็นกลุ่มทุนการเมืองสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค 

**ปัจจุบันพรรคที่ว่านี้ไม่ได้เป็นรัฐบาล 


 

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

 


เจาะเกมภูมิใจไทย ลุยไฟน้ำมัน - ปั่นกระแสชนโม่ง

 

การพลิกเกม จาก “ไม่มีไอ้โม่ง” เป็น “จับไอ้โม่งโกงน้ำมัน” โดยนายกฯออกตัวอย่างหน้าตาเฉยทำนองว่า “รู้มาตลอด แต่อุบไว้ไม่ให้ความลับรั่ว” 

หากมองในมิติการเมือง ก็คือการสกัดไฟร้อนไม่ให้ลุกลามในช่วงการแถลงนโยบายรัฐบาลปลายสัปดาห์หน้า เพราะฝ่ายค้านเตรียมลับดาบ ปฏิบัติการชนิดที่เรียกว่า “น้องๆ ศึกซักฟอก” กันเลยทีเดียว 

 

ความผิดปกติในปฏิบัติการของรัฐบาลก็คือ ตัวเลข “น้ำมันหาย” จากหน้าปั๊ม / ข้อมูลจากทุกหน่วยฟ้องตรงกัน ว่ามี 2 พื้นที่สำคัญ คือ ภาคใต้ กับ อีสานใต้ 

แต่เหตุไฉนจึงลุยไฟเล่นงานแค่ “บริษัทใหญ่ - คลังน้ำมันใหญ่ภาคใต้” แค่พื้นที่เดียว 

 

ความน่าสนใจก็คือ หากปฏิบัติการของดีเอสไอ และกระทรวงยุติธรรมมาถูกทาง ก็จะตอบได้ระดับหนึ่งว่า เหตุใดพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และปั๊มสายเอเซียเกือบตลอดเส้นทาง จึงไม่มีน้ำมันในช่วงเชงเม้ง 

เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ก็มีคลังน้ำมันอยู่ที่ภาคเหนือตอนล่างด้วย และปฏิบัติการ “กั๊กน้ำมัน” ก็น่าจะกระจายไปในทุกเส้นทางที่ตัวเองมีเครือข่ายกระจายน้ำมัน 

แต่ปัญหาคือ ไม่ได้มี “ปั๊มแบรนด์เดียว” ที่ไม่มีน้ำมัน แต่ยังมีบางแบรนด์ที่ชาวบ้านแบนกันทั้งเมือง ก็ไม่มีน้ำมันเช่นกัน 

 

เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบย้อนกลับบ้างว่า ปั๊มแบรนด์นั้นรับน้ำมันจาก “ผู้ค้ามาตรา 7” รายใด 


 

ประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ บริษัทเจ้าของคลังน้ำมันภาคใต้ เป็นเครือข่ายกระเป๋าสตางค์ให้พรรคการเมืองเคยใหญ่ ปัจจุบันเป็นฝ่ายค้าน 

 

และหากเจาะพื้นที่สุราษฎร์​​ กลุ่มธุรกิจนี้ก็ไม่ได้สนับสนุนเครือข่าย “กำนันดังฝ่ายคนดี” ที่มีทายาทย้ายเข้าชายคาสีน้ำเงิน 

แต่ “กำนันดังสุราษฎร์อีกคน” อยู่ค่ายสีเขียว งานนี้จึงพอมองเห็นร่องรอยการเมืองแฝงอยู่ภายใต้ศึกน้ำมัน 

 

คาดว่า หลังวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลน่าจะ “ใส่ไม่ยั้ง” เพื่อฟื้นวิกฤตศรัทธาให้กลับคืนมา หรืออย่างน้อยก็หยุดข่าวร้ายไม่ให้ขยายวงออกไป เพราะกระแสความไม่พอใจผลงานการบริหารจัดการน้ำมัน รุนแรงจริงๆ 


 

หลายคนประเมินว่ารัฐบาลอาจ “ล้ม” จากปัญหาน้ำมัน แต่ก่อนหน้านี้ ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์​เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เคยประเมินเอาไว้ว่า รัฐบาลภูมิใจไทยยังไปต่อได้ แต่จะต้องดำเนินการ 4 อย่าง ซึ่งรัฐบาลก็ทำตามนั้นจริง 

 1.อ้างซ้ำๆ ว่า วิกฤตนี้เกิดทั่วโลก ไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว 

 2.อ้างซ้ำๆ ว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ อำนาจไม่เต็ม เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำได้แค่ประคับประคอง อย่างเช่นการตราพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินมาโปะกองทุนน้ำมัน ก็ยังทำไม่ได้ 

 3.ต้องจับโชว์แก๊งกักตุนน้ำมันล็อตใหญ่ เพื่อให้ตัวเองพ้นข้อครหาทุจริตเชิงนโยบาย รู้เห็นเป็นใจ หรืออุ้มนายทุน (ล่าสุดนายกฯอนุทินต้องออกมารับประกันเองว่า ไม่เคยเข้าข้างนายทุน) 

 4. ทำลายคู่แข่งทางการเมืองทุกวิถีทาง เพื่อให้พรรคตัวเองเป็น “ตัวเลือกเดียว” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม

 

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

 

“ข่าวข้นคนข่าว” พูดคุยเพิ่มเติมกับ อาจารย์เชษฐา ในฐานะ ผอ.เนชั่นโพล มองว่า การฟื้นวิกฤตศรัทธาตามยุทธศาสตร์ 4 ข้อของภูมิใจไทย น่าจะทำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะประชาชนคงไม่คิดกลับด้าน จากลบเป็นบวก ผลที่จะตามมาน่าจะได้แค่ชดเชยภาพลบที่เสียไป ให้คนรู้สึกว่าพยายามแก้ไข แต่จะพลิกกลับมาเป็นบวก…คงยากมาก เพราะรัฐบาลเสียหายหนักมาก 

 

เท่าที่ตนทำ “social listening” กระแสโจมตีรัฐบาลในสื่อสังคมออนไลน์ลดลงบ้าง แต่ก็ถูกแซะว่า ทุกเรื่อง ทุกอย่างที่ทำตอนนี้ ได้เตือนมาก่อนแล้ว มีคนเตือน คนแนะมานานเป็นเดือนแล้ว แต่รัฐบาลเพิ่งทำ บางเรื่องตรวจสอบย้อนหลัง ก็มีคำถามว่าจะเอาผิดได้จริงหรือไม่ เช่น 

 

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

 

 

 1.ตรวจคลังน้ำมันย้อนหลัง - ในทางกฎหมาย เอาผิดไม่ง่ายนัก เพราะมีกฎหมายบังคับการสำรองน้ำมัน หากไม่ได้ทำผิดสัญญาซื้อขายกับคู่ค้า ก็ต้องพิสูจน์เรื่องการกักตุน แต่หากยอดกั๊กไม่เกินสต็อกที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องพิสูจน์เจตนาด้านอื่นๆ 

 2.เรื่องค่าการกลั่น - แม้จะทุบได้ในช่วงแรก แต่ระยะยาวจะส่งผลกระทบกับโรงกลั่นหรือไม่ และสุดท้ายจะถึงขั้นออกกฎหมายภาษีลาภลอยได้จริงหรือเปล่า 

 3.การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ - ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเจตจำนงทางการเมืองไม่แรงกล้ามากพอ เพราะกลุ่มทุนพลังงานก็มีส่วนสนับสนุนพรรคการเมืองหลายพรรค 

 

อาจารย์เชษฐา บอกทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ถึงกับจะล้มรัฐบาลได้ เชื่อว่ารัฐบาลก็จะประคองสถานการณ์ไป โดยเร่งออกนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” และเพิ่มยอดเงินเข้าไปมากๆ พร้อมไล่จับไอ้โม่งหนักๆ เพื่อลดกระแส บรรเทาอารมณ์ เพราะกระแสโจมตีเริ่มหนืด แต่เชื่อว่ากระแสความเชื่อมั่นจะไม่กลับมาเท่าเดิม 

 

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

 

 

ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้

 

ปัญหา “เดินถอยหลังจับไอ้โม่ง” เพราะสังคมเตือนและเรียกร้องมาเป็นเดือน เพิ่งเริ่มทำ / สะท้อนจากเสียงข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบด้านภาษี และราคาสินค้าตามกฎหมาย 

ข้าราชการหลายหน่วยบ่นว่า ช่วงเดือนแรกหลังสงครามตะวันออกกลาง ทุกหน่วยรู้ดีว่า สถานการณ์น้ำมันแพงจะตามมา และจะมีการกักตุนน้ำมัน แต่ไม่มีสัญญาณจากฝ่ายการเมืองให้ดำเนินการใดๆ อำนาจก็ไม่แน่ใจว่ามีจริงหรือไม่ 

เช่น ความสับสนว่า อำนาจการคุมราคาน้ำมันหน้าปั๊ม หน้าโรงกลั่น เป็นของใคร เพราะกระทรวงพาณิชย์ก็อ้างว่าไม่ใช่อำนาจของตน กระทรวงพลังงานก็บอกว่า ตนไม่มีอำนาจเหมือนกัน 

ข้าราชการหลายคนบ่นว่า เห็นปั๊มปิด คลังน้ำมันปิด ต้องการจะเข้าไปตรวจ เพราะรู้ว่ากักตุนแน่ แต่การจะเข้าตรวจได้ ต้องขอหมายค้นจากศาล เพราะซุ่มซ่ามเข้าไปก็เจอข้อหาบุกรุก 

ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจน ไม่นำกฎหมายเก่า พระราชกำหนดปี 2516 มาบังคับใช้ และตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจขึ้นมา และส่งสัญญาณออกไป ก็ทำให้ทุกอย่างล่าช้า และเพิ่งมาทำย้อนหลังในวันนี้ จนถูกมองว่าทำเพื่อหวังผลทางการเมือง 

 

คลังน้ำมันภาคใต้ "แพะตัวใหญ่" หรือ "ไอ้โม่ง" ? ขรก.ปูดไร้สัญญาณ รู้มีโม่งตุนน้ำมัน แต่ทำอะไรไม่ได้


#กักตุนน้ำมัน #ไอ้โม่งน้ำมัน #คลังน้ำมันภาคใต้ #น้ำมันแพง #อนุทิน #ภูมิใจไทย #การเมืองไทย #ดีเอสไอ #น้ำมันหมดปั๊ม #สุราษฎร์ธานี