"โทน บางแค" เปิดใจเนชั่น แฉอำนาจมืดทวงหนี้พิสดาร-ปูดทำร้ายเซียนพระ
08 พ.ค. 2569

"โทน บางแค" เปิดหน้าชนบิ๊กตำรวจ แจงปมหนี้ 180 ล้าน ยันไม่คิดหนีแต่เจอวิธีทวงสุดเถื่อน ปูดข้อมูลเด็ดเซียนพระถูกทำร้าย วอนสังคมให้ความเป็นธรรมครอบครัว
ข่าว
08 พ.ค. 2569

"โทน บางแค" เปิดหน้าชนบิ๊กตำรวจ แจงปมหนี้ 180 ล้าน ยันไม่คิดหนีแต่เจอวิธีทวงสุดเถื่อน ปูดข้อมูลเด็ดเซียนพระถูกทำร้าย วอนสังคมให้ความเป็นธรรมครอบครัว
8 พฤษภาคม 2569 เจาะลึกปมร้อน "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดังเปิดใจผ่านเนชั่นทีวี แฉเบื้องหลังความขัดแย้งหนี้สินและ อำนาจมืด ในวงการสีกากี หลังเดินหน้าฟ้อง บิ๊กตำรวจ พร้อมเปิดหลักฐานการชำระหนี้ตามกระบวนการที่ถูกบิดเบือน ยืนหยัดขอพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลหวั่นความไม่ยุติธรรมและ ความไม่ยุติธรรม ที่เกิดขึ้นกับกลุ่ม เซียนพระ จนนำไปสู่เหตุรุนแรง
นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังเกิดประเด็น "ความขัดแย้งเรื่องหนี้สินและการแจ้งความกลับนายตำรวจระดับสูง" ได้เดินทางมาเปิดใจกับ เนชั่นทีวี โดยประเด็นแรกคือ ปมปัญหาหนี้สินกับ "มาดามเก่ง" โทน บางแค เปิดหมดเปลือก
“ผมจะพูดอะไรก็แล้วแต่ สังคมตัดสินผมไปแล้วว่า ผมเป็นหนี้แล้วไม่ใช้ ผมก็อธิบายไปแล้ว หนี้ 120 ล้าน ที่ทางเขาบอกว่า เป็นหนี้จากการเช่าซื้อตึกในราคา 120 ล้าน บวกดอกเบี้ย 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี รวมแล้วก็ดอกเบี้ยอีก 50 กว่าล้าน ก็ผ่อน 10 ปี วันนี้ก็มีการผ่อนชำระมาแล้ว"
ส่วนที่บอกว่า ผ่อนล่วงหน้าไปด้วย โดยการชำระด้วยทรัพย์สิน ,เงินสด ล่าสุดก่อนปิดบัญชีตัวนี้ ผมยังมีการโอนเงิน 550,000 ที่เห็นตามสื่อโซเชียล ก็เห็นอยู่ตัวนี้ ผ่อน 10 ปี ผมเชื่อว่าหลายท่านก็เคยผ่อนบ้านใน 25 ปี บ้านผมก็ผ่อนอยู่ ผ่อนไปได้ 2-3 ปี แล้วจู่ๆ ธนาคาร บอกว่าไม่ต้องแล้ว ให้คุณจ่ายให้หมด สังคมลองคิดก่อนว่า ควรจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า” โทน บางแค ตอบพร้อมตั้งคำถามให้ชวนคิดถึงวิธีการของคนทวงหนี้เหล่านี้
“โทน บางแค” บอกว่า ไม่มีตรงไหนที่ผมจะหนีหนี้ ไม่ไปไหนอยู่แล้ว ผมพร้อมที่จะเข้าพิสูจน์ทุกกระบวนการอยู่แล้ว แต่หนี้เป็นจริงไหมเป็นจริง 180 ล้านตัวนั้นก็เป็นหนี้ที่มีการใช้ ผ่านการประเมินทรัพย์สิน เพื่อเป็นการค้ำประกันไว้ และให้ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ 5 ปี แล้วก็มีการเขียนเช็คค้ำประกันไว้อีกหนึ่งใบ คือ 180 ล้าน ถ้าจำไม่ผิดจะครบกำหนดชำระวันที่ 29 มิถุนายน 2573 ระหว่างนี้เราก็ต้องเก็บเงินเพื่อจะไปชำระ และไถ่ถอนพระทุกองค์ ที่อยู่ตรงนั้นเป็นของที่ผมรักอยู่แล้ว เป็นของที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เราสร้างฝันไว้ว่า เราจะเอาไปทำพิพิธภัณฑ์ เคยคิดโปรเจกต์นี้กับเขาเลยนะ แต่โปรเจกต์ได้ล้มเลิกไปเพราะว่าปัญหาเศรษฐกิจ
“โทน บางแค” บอกว่า ตนมีเจตนาใช้หนี้ให้หมด เพราะอย่าลืมว่า คนเป็นหนี้มันเป็นทุกข์ ที่สำคัญที่บอกว่า การประเมินมูลค่าเกินจริง ต้องบอกว่าผู้ที่ประเมินก็เป็นคนของเขา สื่อก็รู้อยู่แล้วว่า ท่านนั้นเป็นอะไรกับเขา (มาดามเก่ง) เขามาด้วยกัน ถ้าเกิดเป็นแฟนกันมาประเมินทรัพย์ เป็นสามีเป็นแฟนกัน มาประเมินทรัพย์ให้กัน คุณต้องรักษาผลประโยชน์ให้ใครก่อนถูกไหมครับ
“สิ่งที่อยากจะบอกสังคม วันนี้ตราหน้าผม ไม่เป็นไรครับ วันหนึ่งที่เรื่องเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วนะครับ ได้พิสูจน์ก็คงจะต้องกลับมายืนตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอความเป็นธรรมกับสังคมคืนกลับมา วันนี้ไม่เป็นไร ผมโอเคและ ผมเข้าใจทุกคนว่า ตามหน้าข่าวมันเป็นแบบนั้น” โทน บางแค พร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรม
ส่วนที่เปิดหน้าชนกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั้น มีความกังวล หวั่นเกรงอำนาจมืดหรือไม่ “โทน บางแค” กล่าวว่า กรณีนี้ต้องบอกก่อนว่า ผมอยู่ในสังคมนี้ พอเกิดเหตุการณ์ รู้สึกว่าเราหวาดกลัว เรามีความทุกข์ โอ้โหเราอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น (ห้องสอบสวน) ในวันที่มีการพูดคุยอยู่ตรงนั้น แล้วเราโดนกดดันตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง เรารู้สึกว่า เฮ้ยมันใช่เหรอวะเนี่ย เราก็ไปปกป้องสิทธิ์ แล้วผมจะพูดคำเดียวเลยให้สังคมได้พิจารณา
“เชื่อผมก็ได้ ไม่เชื่อผมก็ได้ ถ้าเรื่องชั้น 27 วันนั้นไม่เป็นความจริง คุณคิดว่าคนอย่าง “โทน บางแค” เซียนพระคนหนึ่ง พ่อค้าพระคนหนึ่ง นักธุรกิจพระคนหนึ่ง จะกล้าเปิดประเด็นนี้ไหมครับ ถามจริงๆ เอาแบบวิญญูชนคนธรรมดา ใครจะไปกล้าเปิดประเด็นไปแจ้งความดำเนินคดีท่าน ไม่มีใครกล้าหรอกครับ ถ้ากล้าก็ต้องบ้าแล้วครับ แต่ผมไม่ใช่คนบ้านะ ผมมีสติสัมปชัญญะ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ก็ต้องไปว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ผมก็ได้ดำเนินการไปตามกระบวนการแล้ว อยากจะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รู้เรื่องราว โปรดพิจารณาให้ผมด้วย ขอความเป็นธรรมผม
ผมได้ไปยื่นหนังสือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยื่นหนังสือกับ ก.ตร. ให้ช่วยพิจารณาด้วย อย่างที่บอกแล้ว ก็มีอีกวันหนึ่งได้ไปยื่นหนังสือถ้าเกิดว่า ผมถูกแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ผมก็อยากให้ย้ายการสืบสวนสอบสวนไปที่หน่วยงานที่ไม่ใช่ตรงนี้ เพราะว่าเป็นคู่ขัดแย้ง ผมก็มีความรู้สึกกลัวนะ พูดตรงๆ ผมกลัวนะ”
“ท่านก็บอกว่า น่าเชื่อถือเหรอ ไอ้คนตัวลายอย่างงี้ ท่านก็บอกนะ คำพูดท่าน บอกไอ้นี่ไม่มีค่าหรอก ผมก็เข้าใจและ ผมไม่มีค่าอะไรหรอก สำหรับสายตาท่าน แต่ผมยังมีค่ากับครอบครัวนะ วันนี้สังคมตีตราว่า เฮ้ยแม่งไปโกงเขาไม่จ่ายหนี้ ผมถามว่าได้รับการพิสูจน์หรือยัง ผมมีครอบครัว ผมมีลูกนะ แล้วถ้าใครมาถามลูกผมว่า พ่อคุณไปโกงเขาเหรอ ไปโกงเขาจริงหรือเปล่า ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัว ถ้าใครเป็นหัวหน้าครอบครัว น่าจะรู้นะก็ลองพิจารณาเอา ผมไม่กล้าที่จะไปพูดมากกว่านี้” โทน บางแค กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของความสัมพันธ์กับคู่กรณี ก่อนจะเกิดเรื่องถือว่าเป็นพี่น้องรักใคร่กัน กับวันนี้ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะทำธุรกิจหรือคบหากับเขาไหม "โทน บางแค" กล่าวว่า “ผมจะบอกตรงนี้เลยนะ ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ โอเค ก็ควรรู้จักครับ พี่เขาเป็นคนที่ควรรู้จัก เวลาพี่แกดี ก็เป็นคนน่ารักมาก
แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมจะไม่ทำธุรกิจไม่ทำการค้าเลยสักนิดเดียว เราไม่รู้ตรงนั้น เราไม่รู้ว่าวันนี้มันจะเกิดขึ้น ก็ต้องบอกว่า ถ้าคบกันแบบไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้น ผมว่าพี่เขาก็เป็นคนที่น่ารักคนหนึ่ง และผมเองก็ต้องบอกก่อนว่า เรื่องของหนี้สิน ผมก็ต้องชดใช้เขาจนหมดจนสิ้น เรื่องของคดีความตรงไหนถ้าพี่เขาเป็นผู้กล่าวหา ตรงไหนที่เราเป็นผู้กล่าวหา ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ
แต่ก็อย่างที่บอก วันนี้ถามว่ารู้สึกยังไง รู้สึกโกรธไหม ผมก็ยังบอกนะว่า อาจจะมีบ้างในช่วงเวลา จะไปบอกว่า ไม่โกรธเลยดูแสร้งเกินไป ก็มีบ้างในช่วงเวลา แต่มันก็มีช่วงเวลาดีๆ อย่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมยังไปฝรั่งเศส ไปนั่งทานข้าวอยู่ด้วยกันอยู่เลย ก็ยังถามคุยสารทุกข์สุขดิบ ผ่านมาเมษายนมาเดือนเดียว ไหงมันเป็นอย่างงี้ ผมก็ไม่รู้ไม่เข้าใจนะครับ ก็อย่างที่บอกครับ ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ
เมื่อถามว่า เริ่มมีการเปิดเผยข้อมูลในวงการพระว่า มีการดักทำร้ายกัน โดยเฉพาะหนึ่งในเก้าเซียนพระ “โทน บางแค” เปิดเผยว่า วงการพระรู้กันมาก่อนแล้ว เขารู้ลึกมากกว่านี้อีกเยอะ แล้วผมเชื่อว่า เดี๋ยวก็จะมีการเปิดประเด็นของคนอื่นเพิ่มขึ้น สิ่งนี้แหละ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมกลัว ถ้าคุณไปเห็นภาพที่เขาโดนทำร้าย ตรงนั้นก็เป็นเรื่องของสิทธิ์ของแต่ละคน จะดำเนินคดีกับพวกนั้นต่อไป แต่ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายประเด็น ท่านก็ต้องลองไปสืบค้นดูว่า เกิดอะไรขึ้นแล้ว มีอะไรที่ลึกกว่านี้จริงหรือเปล่า
“แบบที่ผมไปเมื่อวาน แสดงตัวผมบอกประเด็นนี้ไป วันรุ่งขึ้นมีคนเปิดเลยเห็นไหมครับ ก็ลองดู ผมว่ามันมีอะไรยิ่งกว่านี้อีก มีหลายๆ คนที่ยังไม่ได้เปิด แล้วกำลังจะเปิดออกมา ก็ลองพิจารณากันนะครับ และที่สำคัญผมจะบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า ผมรู้จักบางคน อาจจะทำการซื้อขายกันบ้าง แต่อย่าเอาผมไปรวมกับกลุ่มคนแปดเก้าคนนั้น ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เขาจะฟ้อง จะแจ้งจับอะไรกันอยู่ คนกลุ่มนั้นไม่ได้เกี่ยวกับผม ยังยืนยันตรงนี้ ให้ผู้หลักผู้ใหญ่พิจารณาตรงนี้ก่อนว่า ผมไม่เกี่ยวข้องกับมาดามนะครับ ซื้อขายกันโดยตรงนะครับ แต่ว่าระหว่างซื้อขายหรือว่าทำธุรกรรมอะไรก็แล้วแต่ ผมซื้ออะไรต่างๆ ก็มาจากที่ผมได้ยืนยันไปแล้ว
ถามถึงผลกระทบ ต่อครอบครัวตอนนี้ โทน บางแค กล่าวว่า ตอนนี้สังคมตีตราว่า เป็นคนโกงไปแล้ว แต่ผมยังยืนยันตรงนี้ ผมยังไม่ได้โกงใครเลยเป็นหนี้ ผมเคยโพสต์เฟซบุ๊ก เป็นหนี้เท่ากับใช้หนี้ถูกต้องนะครับ เห็นไหม เพราะฉะนั้นถูกรังแกร้องขอความเป็นธรรมถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ
“อย่าลืมนะครับ พนักงานที่บริษัทผม 30-40 คน ธุรกิจผมต้องเดินต่อ ค่าน้ำค่าไฟค่าใช้จ่ายมีทุกวัน ผมก็ต้องทำการค้าขาย แต่วันนี้ ผมถูกดิสเครดิต ถูกลิดรอนต่างๆ นานา ออกนอกประเด็นของกรณีนี้ไปหมดเลย ทำให้ผมถามว่า ยังยืนหยัดอยู่ได้ไหม ยืนตรงนี้ได้ก็โคตรแข็งแกร่งแล้วนะ วันนี้ผมถามว่า มีประเด็นเป็นหนี้เป็นสินอะไรก็แล้วแต่ ลูกเมียผมไม่เกี่ยว ไปโยงลูก โยงเมีย โยงคนในครอบครัวผม ผมว่ายุติธรรมแล้วเหรอ ภรรยาผมโพสต์เฟซบุ๊กคนเข้าไปใส่ยับเลย ถ่มถุยถากถาง ท่านให้ความยุติธรรม ท่านรอก่อนได้ไหม
ท่านให้ได้รับการพิสูจน์ก่อนได้ไหม ถึงแม้วันนี้มีหมายจับ ผมถูกจับ แต่ผมจะยืนยันถ้าตามกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน มันต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ แต่วันนี้ยังไม่ได้รับข้อกล่าวหาเลย ยังไม่รู้เลย ใช่ไหม อย่าเพิ่งตัดสินผมได้ไหม ให้ผมมีช่องทางที่ยืน ให้โอกาสผมได้ค้าขาย ทำมาหากินได้ไหม ผมจะได้มีเงินไปใช้หนี้เขา แล้วถ้าผมทำอย่างนั้น ผมจะไปเอาสตุ้งสตางค์ตรงไหนเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย เลี้ยงครอบครัวใช้หนี้เขาละ
“โอเคละ ทำไมคนเป็นหนี้มันจะต้องผิดเหรอ ทุกคนเป็นหนี้ เมื่อกี้ผมคุยกับพี่ผู้บริหารของที่นี่ (เนชั่น ) พี่เขาก็บอกผมว่า ผมยังเป็นหนี้เลย ทุกคนมีสิทธิ์เป็นหนี้ถูกไหม เพราะฉะนั้นผิดตรงไหน และเวลาเป็นหนี้ปุ๊บ ผมต้องใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และผมถามว่า ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นของลูกค้า ของคนที่เขาจะเข้ามาเช่าพระ หรือว่ามาทำการค้าขายทำธุรกิจกับผมจะกล้าไหม ถ้าผมไม่มีบุคลิกที่ดีถูกไหมครับ
ถ้าคุณลองไปเท้าความกันดีๆ ทรัพย์สินผมมีมาก่อนที่จะเจอพี่เขาแล้วนะครับ ตึกเป็นของผมซื้อเงินสดมาก่อนแล้ว ผมถึงเอาไปทำจำนองกับเขาเพื่อกู้เงิน นาฬิกาหรูบางเรือนที่ท่านเห็น ผมมีมาก่อนแล้วนะครับ รถหรูบางคัน ผมมีมาก่อนแล้ว ไม่ใช่จะมีแต่เบนท์ลีย์ จะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วทำไมไม่ขายใช้หนี้เข้าไป ผมจะบอกว่าอย่างนี้ ขายใช้หนี้พร้อมหักหนี้ผมยินดีหมด แต่คุณอย่าลืมนะครับ วันที่ซื้อกับวันนี้ อย่างเช่น รถยนต์ ราคาเท่าเดิมไหม ขาดทุนยับเยิน แล้วมันจะต้องบอกว่า วันนี้มันทำใจไม่ได้ในการขาย เพราะขายยังไง จะต่อขอให้ผมได้ผ่อนใช้ไปเรื่อยๆ จนถึงวันสัญญา ยังไงผมมั่นใจว่าผมก็ผ่อนหมด
ณ วันนี้ ผมพูดอะไร แม่งก็ดูผิดไปหมดแหล่ะ แต่อย่างน้อย ผมก็อยากจะสื่อสารอีกฝั่งหนึ่งว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือเรื่องจริง ท่านจะเชื่อผมก็ได้ ไม่เชื่อผมก็ได้ แต่ขอให้ท่านใช้สติพิจารณา อย่าใช้อคติพิจารณาเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ” “โทน บางแค” กล่าวย้ำ ตอนท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ข่าวล่าสุด