โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงนามเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธ.ค.58 จำนวน 1,480 คน และยังได้ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธ.ค. 58 อีก 1 ฉบับ โดยไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นโยบายและแนวปฏิบัติที่วางไว้สำหรับปีการศึกษา 2559 อันเป็นการมิชอบ
จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณารายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ โดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมเป็นคณะกรรมการ
ต่อมาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินที่เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอต่อจำเลยที่ 1 จำนวน 19 คน ซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก ให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณา
เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณารายชื่อนำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนลำดับสำรองที่มีสิทธิ์เข้าเรียน
จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าหากไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้
จำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนจำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์
ปีการศึกษา 2560 ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.59 - 31 ก.ค.60 กันซึ่งเป็นปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 ได้วางแผนด้วยการเสนอร่างประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแผนการรับนักเรียนทั้งหมด 1,480 คนและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ทำการอนุมัติและได้รับการอนุมัติ โดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจึงไม่มีอำนาจรับนักเรียนประเภทที่มีเงื่อนไขพิเศษได้
เเต่จำเลยที่ 1 ยังได้ลงนามในหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษ ทั้งที่ไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน โดยจำเลยที่ 2 และ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนจำนวน 42 คนซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำเสนอรายชื่อดังกล่าวซึ่งที่ประชุมรับรองเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณาจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและเกิดความเสียหายต่อนักเรียนระดับสำรองที่มีสิทธิ์ได้เข้าเรียน
ปีการศึกษา 2561 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้กระทำการในลักษณะเดิมที่เคยทำมาโดยมีผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค โดยมีนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเพื่อให้ได้รับเสนอเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 39 คน
ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 59-31 ก.ค.61 จำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณ โครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินและส่งมอบงานครบถ้วนแล้ว
จำเลยที่ 1 ได้อาศัยโอกาสขอรับการสนับสนุนงบประมาณไปยังสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาขอรับการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงโรงเรียนพร้อมบัญชีรายการและประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่และบริเวณโรงเรียนรวม 3 ล้านบาทซึ่งเป็นรายการซ้ำซ้อนกันกับรายการที่จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปแล้ว
จำเลยที่ 1 ได้เอาเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตโดยมิได้นำไปใช้จ่ายในโครงการหรือกิจการที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมตามที่กล่าวอ้างอันเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์สินของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่ โดยมีจำเลยที่ 2 ,3เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่
เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2,3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียน จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2,3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และจำเลย 2,3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ โดยที่จำเลยที่ 2,3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และ มีหน้าที่ทำเอกสารหรือรับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่
ในทางไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
พิพากษาว่า
การกระทำของจำเลยทั้ง 3 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด
ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี
จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ในส่วนการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีนั้น ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
โดยจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์ประกัน 5 ล้านบาท
จำเลยที่ 2 ตีหลักทรัพย์ประกัน 3 ล้านบาท
จำเลยที่ 3 ตีราคาประกัน 3 ล้านบาท
โดยให้จำเลยทั้ง 3 ใส่อุปกรณ์กำไร EM ระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว
#เตรียมอุดมศึกษา #ทุจริตการศึกษา #แป๊ะเจี๊ยะ #เงินใต้โต๊ะ #ผอเตรียมอุดม #ข่าวสั้นการศึกษา #ความยุติธรรม #ศาลอาญาคดีทุจริต
ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 78 ระหว่าง วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2569
ภาพและข้อมูลจาก https://sarutlawyer.com/