ประเด็นเรื่องใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ
นายเอกนัฏ กล่าวต่อ หลายคนก็มีการสันนิษฐานว่าเรือที่แล่นไปยังคลังน้ำมันในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20-30% ของน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น หากจะมีการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งขายยังต่างประเทศ ก็คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นบริเวณนี้
ฉะนั้น คณะทำงานจึงต้องมีการนำเอกสารรายการใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรวจสอบ พบกี่ใบขนก็ต้องคูณโทษเข้าไป ซึ่งล่าสุดเราพบความผิดปกติแล้วกว่า 100 ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ตนจึงได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดสุดซอยกระทรวงพลังงาน
นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือ โอ๋ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อการปฏิรูปพลังงาน (สุดซอยกระทรวงพลังงาน) เตรียมเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้สอบสวนดำเนินคดีบริษัทคลังน้ำมันเหล่านี้
เปิดโปงขบวนการ "ใบขนน้ำมันทิพย์" และน้ำมันปลอมปน
นายเอกนัฏ ย้ำว่า พฤติการณ์ที่เราตรวจสอบพบนั้น เนื่องด้วยมันมีใบขนส่งน้ำมันทางเรือที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายประมาณ 100 กว่าใบ โดยล้วนเป็นเอกสารของคลังน้ำมันของโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันทางภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ก็พบข้อมูลเช่นเดียวกันว่าใบขนส่งน้ำมันทางเรือเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันด้วย
ซึ่งถ้าใบขนส่งน้ำมันเหล่านี้ผิดจริง ก็จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพราะว่าปกติแล้วใบขนส่งน้ำมันจะมีการกำหนดรายละเอียดชัดเจน หากไม่ทำตามก็มีความผิด และในกรณีหากเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่สวมสถานะผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ก็จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับกรณีต่อหนึ่งใบขนส่ง แต่อันนี้เราพบความผิดปกติกว่า 100 ใบ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะว่าบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็มีหลายแห่ง ไม่ต่ำกว่า 5-6 บริษัท
ตามขั้นตอนแล้วใบขนน้ำมันเชื้อเพลิงหากออกไปยังพื้นที่ภาคใต้ ก็จะเป็นโซนจังหวัดระยอง ชลบุรี ดังนั้น ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องออกจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ก็มักจะมีลักษณะเป็นโรงกลั่นที่มาสวมสถานะเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือเครือเดียวกัน เพื่อที่จะได้ส่งน้ำมันไปยังจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ฉะนั้น ใครออกใบขนน้ำมัน คนนั้นก็จะเป็นคนผิด ตอนนี้จึงเป็นการดูไปที่ต้นทางที่ออกใบขนน้ำมันก่อน แต่จะขยายผลไปที่ปลายทางด้วยอย่างแน่นอน
ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อการปฏิรูปพลังงาน (คณะทำงานชุดสุดซอยกระทรวงพลังงาน) กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทคลังน้ำมัน หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี และได้มีการส่งน้ำมันทางเรือไปยังคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยในวันนี้ เวลาประมาณ 16.00 น. ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมาย จะได้นำพยานหลักฐานไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อใช้ในการสอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทคลังน้ำมันทั้ง 6 แห่งดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการออกเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ ที่ไม่เป็นไปตามประกาศ จึงเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้มีการเตรียมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ คือ พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลาการ ในฐานะหัวหน้าศูนย์การดำเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ดีเอสไอ เพื่อรับมอบเอกสารพยานหลักฐานจากคณะทำงานชุดสุดซอย
และนอกจากนี้ กรณีการสอบสวนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ที่มีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทางอธิบดีฯ ได้มีคำสั่งรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดีเรียบร้อยแล้ว โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.นิรุติ พัฒนะรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสำนวนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ
อนึ่ง ความคืบหน้าหลังจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการออกหมายเรียกพยานแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและผู้ถือหุ้น เพื่อเข้ามาให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยานตามขั้นตอนต่อไป และนอกจากนี้ ในเรื่องการสืบสวนบริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 8 บริษัท ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับประเด็นน้ำมันล่องหนกลางทะเลประมาณ 60 ล้านลิตร ปัจจุบันสำนวนนี้สืบสวนโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค
นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และที่ผ่านมาคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้ทำการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้วทั้งสิ้น 6 บริษัท จึงเหลืออีกเพียง 2 บริษัทเรือ ที่อยู่ระหว่างประสานว่าจะเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในสัปดาห์นี้
ดีเอสไอ รับลูก "ชุดสุดซอย" เตรียมขยายผลหาต้นตอ
ต่อมา เวลา 16.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ชุดสุดซอยกระทรวงพลังงาน) พร้อมด้วยทีมงานกฎหมาย
เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษแก่ บริษัทคลังน้ำมันที่มีพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวข้องกับใบขนส่งน้ำมันกว่า 100 รายการ ซึ่งเป็นของบริษัทคลังน้ำมันหลายแห่งที่มีการส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องด้วยเห็นว่าใบขนส่งน้ำมันเหล่านี้มีความผิด ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 จึงต้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอให้ดำเนินการสอบสวน
โดยมี พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและโฆษกดีเอสไอ พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท. เสกสรร ศรีตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าศูนย์การดําเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ดีเอสไอ มารับเอกสารแจ้งความร้องทุกข์
"สุดซอยพลังงาน" ร้องดีเอสไอ
น.ส.ฐิติภัสร์ เผยด้วยว่า ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตพลังงานน้ำมันขาดแคลน เราต้องเรียนตามตรงว่ากระทรวงพลังงานอาจจะไม่ได้มีการกำกับหรือติดตามในส่วนของบริษัทคลังน้ำมัน 6 แห่งเหล่านี้อย่างเข้มข้น
ด้านผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า สำหรับเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ตามกฎหมายได้กำหนดให้ผู้จำหน่าย คือ โรงกลั่น ที่มีการจำหน่ายน้ำมันออกไปจากคลังตัวเอง ต้องเป็นผู้จัดทำใบกำกับการขนส่ง และต้องส่งไปพร้อมกับยานพาหนะ ดังนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องส่งกลับมา ฉะนั้น จึงไม่ใช่ว่าเราละเลย เพราะกรณีที่กฎหมายเขียนไว้ว่า “ต้องมีการเก็บไว้อย่างน้อย 60 วัน
ขณะที่ น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวเสริมขึ้นว่า ประกาศของกรมธุรกิจพลังงานฯ ให้นึกถึงกระบวนการเวลาที่เราจะเอาน้ำมันออกจากผู้ค้ารายหนึ่งไปสู่ผู้รับซื้อ จะต้องมีใบกำกับการขนส่ง ไม่ว่าขนส่งทางเรือหรือรถก็ตาม และตามหลักการแล้ว เมื่อมีการซื้อขายกันแล้ว ทางฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายต้องเก็บเอกสารไว้ 60 วัน หากเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยหรือมีข้อพิรุธ ก็สามารถเรียกขอตรวจสอบได้ ซึ่งเราก็ตามความปกติในเรื่องของการกักตุนน้ำมัน จึงมีการเอาข้อมูลเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันมาตรวจสอบ
ส่วนจะเชื่อมโยงกับการประวิงเวลากักตุนน้ำมันหรือไม่นั้น บางใบเอกสารต้องยอมรับว่ามี ซึ่งก็เห็นว่าบางใบเอกสารก็มีการขนส่งน้ำมันที่นานผิดปกติประมาณ 2-3 วัน โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค.69 ทั้งนี้ กรณีหากพบคนกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันจริง จนมีผลต่อการต้องนำเอาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้อุดหนุน ทำให้ประชาชนเสียหาย และต้องมีการเรียกคืนเงินชดเชยเหล่านั้น ก็ขอให้เป็นไปตามนโยบายของ รมว.พลังงาน ตามที่ท่านเคยแจ้งไว้
น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือทั้ง 166 ฉบับเหล่านี้จะไปเชื่อมโยงกับบริษัทเรือขนส่งน้ำมันรายใด หรือเรือกี่เที่ยว กี่ลำ ที่แล่นอยู่ในทะเลสุราษฎร์ธานีนั้น ก็ต้องให้ดีเอสไอไปขยายผลตรวจสอบ เพราะดีเอสไอมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้ว เราจะตรวจสอบทุกมิติต่อไปว่าคลังน้ำมันแต่ละที่มีน้ำมันสำรองอย่างไร มีใบกำกับการขนส่งน้ำมันอย่างไรบ้าง เพราะเราต้องเชื่อมโยงข้อมูลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไปใช้ขยายผล
ด้าน พ.ต.ท.อนุรักษ์ กล่าวว่า ตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้มาร้องทุกข์ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งดีเอสไอก็จะรับข้อมูลไว้พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะต้องทำตามขั้นตอน และในการพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ก็ต้องพิจารณาตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษวันที่ 9 เม.ย.69 ที่ได้มีมติไว้ว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ส่วนกรณีว่าเป็นข้อมูลที่ขยายผลมาจากคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น อย่างไรก็ต้องนำรายละเอียดไปตรวจสอบดูอีกครั้ง และจะได้นำเสนออธิบดีดีเอสไอพิจารณาตามขั้นตอน
ส่วนว่าการเอาผิดในส่วนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ดูจะเบากว่าฐานความผิดกลุ่มไอโม่งนั้น เท่าที่ตนฟังข้อมูลของผู้ร้องทุกข์ในวันนี้คือการไม่ทำตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีโทษไม่มาก คาดว่าจะอยู่ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาทดังกล่าว ทั้งนี้ ขั้นตอนถัดไปในการสืบสวนสอบสวน ดีเอสไอก็จะต้องเรียกคลังน้ำมัน 6 แห่งที่ผู้ร้องทุกข์มาร้องไว้ มาสอบสวนปากคำในฐานะพยานก่อน ส่วนจะเชื่อมโยงกับบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 เจ้าที่ดีเอสไอสืบสวนอยู่หรือไม่นั้น คงต้องขอเวลาดูรายละเอียดของกรมธุรกิจพลังงานก่อน
พ.ต.ท.อนุรักษ์ ระบุต่อว่า เรื่องข้อมูลในวันนี้นั้น จริง ๆ แล้วดีเอสไอมีการตั้งเรื่องสืบสวนไว้ ก็คงต้องให้กองบริหารคดีพิเศษได้พิจารณาและส่งเรื่องตามกระบวนการ ก่อนประมวลว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ชุดใดรับหน้าที่ดำเนินการ ส่วนความสำคัญของใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือนั้น ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน มันค่อนข้างชัดเจนว่าต้องมีการกรอกรายละเอียด 8 ข้อ ซึ่งมันก็บ่งชี้ได้ แต่จะเอาผิดว่าบริษัทเจ้าใดมีการกักตุนน้ำมันในช่วงเดือน มี.ค.69 นั้น ก็ต้องดูองค์ประกอบหลายส่วน แต่ข้อมูลวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน หากใครมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน เพราะตอนนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน
พ.ต.ท.อนุรักษ์ ย้ำว่า สำหรับสำนวนคดีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง (โยงเสี่ยตือคอสโม่) ล่าสุดได้มีการรับไว้เป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ก็ต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามปากคำในฐานะพยาน
ส่วน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการสืบสวนบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 เจ้าที่เชื่อมโยงกับน้ำมัน 60 ล้านลิตรล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานีนั้น เหลืออีกเพียง 2 บริษัท ที่ยังอยู่ระหว่างนัดหมาย เพราะทราบว่าทั้งสองเจ้าอยู่ระหว่างไปต่างประเทศ ทั้งนี้ คำให้การในภาพรวมของทั้ง 6 บริษัทเรือที่ได้สอบปากคำไปนั้น ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องร่องมรสุม อุทกศาสตร์ แต่จะต้องนำข้อเท็จจริงไปตรวจสอบต่อไปว่าเป็นจริงตามนั้นหรือไม่
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ชุดสุดซอย #DSI #น้ำมันเถื่อน #ปฏิรูปพลังงาน #คลังน้ำมัน #มาตรา7 #ข่าวด่วน #น้ำมันปลอม #ล้างบางมาเฟียพลังงาน