2. เมื่อ "ผู้กล่าวหา" กลายเป็น "ผู้ต้องหา"
ในขณะที่ชาวบ้านถูกแจ้งความดำเนินคดีนับไม่ถ้วนเพื่อเป็นการปิดปาก แต่ข้อมูลจากการสืบสวนของ บก.ปปป. และ CIB กลับพบความผิดปกติที่ย้อนศรไปยังกลุ่มผู้กล่าวหาเสียเอง โดยพบพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่า มีการใช้เงินของวัดไปกับการ จ้างทนายความสูงถึง 9 ล้านบาท เพื่อทำคดีฟ้องร้องชาวบ้านและฝ่ายตรงข้าม
3. พฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์บนความขัดแย้ง
ในขณะที่อดีตเจ้าอาวาสรูปเก่ามรณภาพไป ด้วยความเศร้าสลดท่ามกลางข้อพิพาท ฝ่ายที่เข้ามาบริหารจัดการใหม่ กลับถูกตรวจพบว่า มีพฤติการณ์ "เบียดบังทรัพย์สินของวัด" เสียเอง ทั้งเรื่องการจำหน่ายวัตถุมงคลที่ไม่ลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย (ศบ.ว.5) และการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่นที่เป็นนอมินี
ต่อมาปี 2566 ได้มีชาวบ้านในตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ได้นำโพยกระดาษมีลักษณะ การแบ่งผลประโยชน์ให้กับ เจ้าอาวาส และไวยาวัจกร วัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน เป็นยอดเงินประมาณ 2.5 ล้านบาท มีชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวจึงถูกไวยาวัจกร ฟ้องในคดีหมิ่นประมาท จำเลยในคดีดังกล่าวถูกศาลพิพากษาลงโทษ แต่จำเลยสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีว่า เกิดการทุจริตภายในวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน ในคำเบิกความปรากฏข้อเท็จจริงที่มีข้อพิรุธหลายประการ นายอำนาจ หนึ่งในอดีตไวยาวัจกร ซึ่งทราบเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ให้ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้
จากการสืบสวนพบว่า เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2565 นายรักษ์ ศรีเกตุ เซียนพระชื่อดัง ได้ทำหนังสือขออนุญาต พระครูพิสุทธิวรากร เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลานในขณะนั้น เพื่อสร้างวัตถุมงคล พระเครื่อง หลวงพ่อเงินรุ่นย้อนยุคประวัติศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์จะนำเงินส่วนที่ได้จากการสร้างวัตถุมงคล รุ่นดังกล่าวสมทบทุนสร้างศาลาทรงไทยเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดหิรัญญาราม โดยมูลค่าจากการสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อเงินรุ่น ย้อนยุคประวัติศาสตร์ ที่ได้ทำการผลิตออกมาแล้ว จำนวน 25,500 องค์ ราคาจำหน่ายรวมจะอยู่ที่ประมาณ 44.5 ล้านบาท
แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์สำคัญในการประท้วงวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าว จำหน่ายได้เพียงบางส่วน นายรักษ์ ศรีเกตุ ได้แบ่งพระวัตถุมงคลให้ทางวัดจำนวนหนึ่งไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2566 เพื่อให้วัดนำไปจัดจำหน่ายเช่าบูชาให้แก่พุทธศาสนิกชน และนำเงินมาบูรณะศาลาทรงไทยตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหากวัดบางคลานนำไปจำหน่ายเช่าบูชาหมดจะได้เงินมาราว ๆ 9 ล้านบาท
จากการสืบสวนพบว่า ทางวัดมอบหมายให้ นายมานะ สังฆ์ทอง เป็นตัวแทนจำหน่ายในนามวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน นายมานะจึงได้ดำเนินการเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับจองวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าว และตั้งจุดรับจองอยู่ภายในวัดบางคลาน ซึ่งเงินที่ได้จากการจองวัตถุมงคล เจ้าอาวาส และไวยาวัจกร ได้รับเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าวไปแล้ว และปรากฏว่า รายได้ของวัดที่ได้รับจากกิจกรรมการสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ มิได้มีการลงบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด (ศบ.ว.5) แต่อย่างใด
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า อดีตเจ้าอาวาส และ นายพรฯ ไวยาวัจกร ได้พยายามบ่ายเบี่ยงการแสดงรายละเอียดของรายได้ ปกปิดรายจ่ายโดยอ้างว่า ได้นำไปซื้อที่ดินเพิ่มเติมเข้าวัด ซึ่งต่อมาพบว่าที่ดินดังกล่าวมีการซื้อขายจริงเพียง 190,000 บาท มีเงินรายได้จากการจำหน่ายวัตถุมงคลดังกล่าว หายไปหลายล้านบาท เบื้องต้นพนักงานสืบสวนพบว่า มีการใช้บัญชีบุคคลอื่นมารับเงินจากกิจกรรมขายวัตถุมงคล และผ่องถ่ายโอนเงินให้บุคคลอื่นอีกหลายรายการ
นอกจากนี้ยังมีการใช้มูลนิธิหลวงพ่อเงิน ซึ่งตั้งอยู่ในวัดบางคลานเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องแสวงหารายได้ เข้าส่วนตัวอีก ซึ่งมีการแยกดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องที่ สภ.โพทะเล อีกส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวของ นายพร ไวยาวัจกรของวัด และอดีตเจ้าอาวาส ได้ร่วมกันเป็นขบวนการใช้วัดหิรัญญาราม แสวงหาประโยชน์และเบียดบังเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต จึงได้เรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาข้างต้นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป