เนชั่นทีวี

ข่าว

ตำรวจ ปปป. รวบอดีตเจ้าอาวาส-ไวยาวัจกร ยักเงินวัดบางคลานกว่า 11 ปี

27 เม.ย. 2569

ตำรวจ ปปป. รวบอดีตเจ้าอาวาส-ไวยาวัจกร ยักเงินวัดบางคลานกว่า 11 ปี

กระชากหน้ากากธรรมะ คืนศักดิ์ศรีชาวบ้านบางคลาน! ตำรวจ ปปป. รวบอดีตเจ้าอาวาส-ไวยาวัจกร เบียดบังเงินวัดบางคลาน กว่า 54 ล้าน มานานนับทศวรรษ เมื่อผู้กล่าวหากลับกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง พร้อมเปิดพฤติการณ์ที่ได้รู้แล้วจะอึ้ง เรื่องราวเป็นอย่างไรต้องอ่าน!

27 เมษายน 2569 คดีมหากาพย์ คดีวัดบางคลาน เหตุทุจริตวัดบางคลาน ที่ เงินวัด 54 ล้าน หายไปหลัง พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสรูปเก่ามรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ซึ่งช่วงดังกล่าว วัดบางคลานกำลังมีข้อพิพาทความขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด จนถูกนำไปประโคมข่าวผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ทำให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สนับสนุนการทุจริต โดยคดีวัดบางคลานล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ ตำรวจ บก.ปปป. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกันสืบสวนสอบสวน จนนำไปสู่การเรียกผู้ต้องหา มารับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 2 ราย


1.               อดีตเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม วัดบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

2.               นายพร อดีตไวยาวัจกร วัดหิรัญญาราม วัดบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร


ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 /  157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172  


ตำรวจ ปปป. รวบอดีตเจ้าอาวาส-ไวยาวัจกร ยักเงินวัดบางคลานกว่า 11 ปี

จากมหากาพย์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อของวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร นานกว่าทศวรรษ วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของชุมชนและอดีตเจ้าอาวาสผู้ล่วงลับ ที่ถูกกล่าวหามาอย่างไม่เป็นธรรม

 

1. ลบล้างมลทิน "เงิน 54 ล้าน" ศาลยืนยันเงินวัดอยู่ครบ

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนบางคลาน และพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสรูปเก่ามรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 สิริอายุ 73 ปี โดยมรณภาพด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันภายในกุฏิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วัดบางคลานกำลังมีข้อพิพาทความขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด ถูกโจมตีอย่างหนักจากการกล่าวหาว่า มีเงินวัดสูญหายไปกว่า 54 ล้านบาท จนถูกนำไปประโคมข่าวผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ทำให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สนับสนุนการทุจริต


ความจริงที่ปรากฏ ปัจจุบันศาลได้มีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" ในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่า เงินของวัดยังอยู่ครบถ้วน มิได้สูญหายตามที่มีการปั้นเรื่องกล่าวหาแต่อย่างใด คำพิพากษานี้คือข้อพิสูจน์ว่า ชาวบ้านและอดีตเจ้าอาวาสได้ร่วมกันปกป้องรักษาทรัพย์สินของวัดมาโดยตลอด

 

2. เมื่อ "ผู้กล่าวหา" กลายเป็น "ผู้ต้องหา"



ในขณะที่ชาวบ้านถูกแจ้งความดำเนินคดีนับไม่ถ้วนเพื่อเป็นการปิดปาก แต่ข้อมูลจากการสืบสวนของ บก.ปปป. และ CIB กลับพบความผิดปกติที่ย้อนศรไปยังกลุ่มผู้กล่าวหาเสียเอง โดยพบพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่า มีการใช้เงินของวัดไปกับการ จ้างทนายความสูงถึง 9 ล้านบาท เพื่อทำคดีฟ้องร้องชาวบ้านและฝ่ายตรงข้าม

 

3. พฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์บนความขัดแย้ง

 

ในขณะที่อดีตเจ้าอาวาสรูปเก่ามรณภาพไป ด้วยความเศร้าสลดท่ามกลางข้อพิพาท ฝ่ายที่เข้ามาบริหารจัดการใหม่ กลับถูกตรวจพบว่า มีพฤติการณ์ "เบียดบังทรัพย์สินของวัด" เสียเอง ทั้งเรื่องการจำหน่ายวัตถุมงคลที่ไม่ลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย (ศบ.ว.5) และการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่นที่เป็นนอมินี

 

ต่อมาปี 2566 ได้มีชาวบ้านในตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ได้นำโพยกระดาษมีลักษณะ การแบ่งผลประโยชน์ให้กับ เจ้าอาวาส และไวยาวัจกร วัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน เป็นยอดเงินประมาณ 2.5 ล้านบาท มีชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวจึงถูกไวยาวัจกร ฟ้องในคดีหมิ่นประมาท จำเลยในคดีดังกล่าวถูกศาลพิพากษาลงโทษ แต่จำเลยสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีว่า เกิดการทุจริตภายในวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน ในคำเบิกความปรากฏข้อเท็จจริงที่มีข้อพิรุธหลายประการ นายอำนาจ หนึ่งในอดีตไวยาวัจกร ซึ่งทราบเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ให้ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้


จากการสืบสวนพบว่า เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2565 นายรักษ์ ศรีเกตุ เซียนพระชื่อดัง ได้ทำหนังสือขออนุญาต พระครูพิสุทธิวรากร เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลานในขณะนั้น เพื่อสร้างวัตถุมงคล พระเครื่อง หลวงพ่อเงินรุ่นย้อนยุคประวัติศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์จะนำเงินส่วนที่ได้จากการสร้างวัตถุมงคล รุ่นดังกล่าวสมทบทุนสร้างศาลาทรงไทยเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดหิรัญญาราม โดยมูลค่าจากการสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อเงินรุ่น ย้อนยุคประวัติศาสตร์  ที่ได้ทำการผลิตออกมาแล้ว จำนวน 25,500 องค์  ราคาจำหน่ายรวมจะอยู่ที่ประมาณ 44.5 ล้านบาท


แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์สำคัญในการประท้วงวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าว จำหน่ายได้เพียงบางส่วน นายรักษ์  ศรีเกตุ ได้แบ่งพระวัตถุมงคลให้ทางวัดจำนวนหนึ่งไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2566 เพื่อให้วัดนำไปจัดจำหน่ายเช่าบูชาให้แก่พุทธศาสนิกชน และนำเงินมาบูรณะศาลาทรงไทยตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหากวัดบางคลานนำไปจำหน่ายเช่าบูชาหมดจะได้เงินมาราว ๆ 9 ล้านบาท

 

จากการสืบสวนพบว่า ทางวัดมอบหมายให้ นายมานะ สังฆ์ทอง เป็นตัวแทนจำหน่ายในนามวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน นายมานะจึงได้ดำเนินการเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับจองวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าว และตั้งจุดรับจองอยู่ภายในวัดบางคลาน ซึ่งเงินที่ได้จากการจองวัตถุมงคล เจ้าอาวาส และไวยาวัจกร ได้รับเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าวไปแล้ว และปรากฏว่า รายได้ของวัดที่ได้รับจากกิจกรรมการสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ มิได้มีการลงบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด (ศบ.ว.5) แต่อย่างใด 


จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า อดีตเจ้าอาวาส และ นายพรฯ ไวยาวัจกร ได้พยายามบ่ายเบี่ยงการแสดงรายละเอียดของรายได้ ปกปิดรายจ่ายโดยอ้างว่า ได้นำไปซื้อที่ดินเพิ่มเติมเข้าวัด ซึ่งต่อมาพบว่าที่ดินดังกล่าวมีการซื้อขายจริงเพียง 190,000 บาท มีเงินรายได้จากการจำหน่ายวัตถุมงคลดังกล่าว หายไปหลายล้านบาท เบื้องต้นพนักงานสืบสวนพบว่า มีการใช้บัญชีบุคคลอื่นมารับเงินจากกิจกรรมขายวัตถุมงคล และผ่องถ่ายโอนเงินให้บุคคลอื่นอีกหลายรายการ


นอกจากนี้ยังมีการใช้มูลนิธิหลวงพ่อเงิน ซึ่งตั้งอยู่ในวัดบางคลานเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องแสวงหารายได้ เข้าส่วนตัวอีก ซึ่งมีการแยกดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องที่ สภ.โพทะเล อีกส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวของ นายพร ไวยาวัจกรของวัด และอดีตเจ้าอาวาส  ได้ร่วมกันเป็นขบวนการใช้วัดหิรัญญาราม แสวงหาประโยชน์และเบียดบังเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต จึงได้เรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาข้างต้นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป