เนชั่นทีวี

ข่าว

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

26 เม.ย. 2569

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”? “คนมีสีในราชการ” มีเอี่ยว..หรือแค่เฉี่ยวร่วมฆ่า

คนมีสีเอี่ยวหรือแค่เฉี่ยวร่วมฆ่า? บุกสำรวจชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (หลังเก่า) ห้องทำงาน "นาวาเอก มนตรี" ที่ถูกระบุว่าเป็นจุดนัดพบทีมสังหารก่อนลงมือถล่มรถตู้ สส.กมลศักดิ์ แฉหลักฐานใหม่ยืมรถไปเปลี่ยนฟิล์มดำอำพรางตัว พร้อมเงื่อนงำ "บุคคลปลายสาย" สั่งตั้งด่านเปิดทางหนี ตอกย้ำขบวนการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว!

 

 

 

26 เมษายน 2569 การพยายามตัดตอน “ผู้บงการ” ในคดียิง สส.กมลศักดิ์ คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากคำให้การ และคำสัมภาษณ์ของ เรือเอกวิโรจน์ ผู้ต้องหาคนสำคัญ

 

 

 

 

- โดยเฉพาะผู้บงการที่ถูกมองว่าเป็น “คนในราชการ” หรือ “คนในเครื่องแบบ” เพราะส่วนนี้เจ้าตัวพูดย้ำหลายครั้งว่า “ไม่เกี่ยว” 

 - หากจะมีผู้บงการ ก็ซัดทอดถึงแค่ นายสมพร ลังเดช อดีตนาวิกโยธิน ยศเรือโท หรือจ่าเอก ที่โดนจับคนแรก และถูกระบุว่าเป็นคนรับงาน ประสานงาน ชี้เป้า

 

คำพูดของ เรือเอกวิโรจน์ น่าสนใจว่า ไม่มีคนของราชการเกี่ยวข้องจริงหรือ เพราะข้อเท็จจริงหนึ่งที่ยอมรับตรงกันหมดแล้วก็คือ “มีการใช้รถของ กอ.รมน.” ไปยิง สส.กมลศักดิ์ 

และรถคันนี้ ยืมจากนายทหารเรือ ยศนาวาเอก คือ นาวาเอก มนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ และถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงอยู่ 

เป็นที่น่าสังเกตว่า นาวาเอก มนตรี ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในฐานะ “ตัวการร่วม” กับทีมสังหาร รวมถึงไม่โดนแจ้งข้อหา “ผู้สนับสนุน” ทีมสังหารด้วย 

 

ในคดีอาญา เวลาก่อเหตุ หรือกระทำผิด โดยเฉพาะในคดีฆ่า จะมีคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ 

1.ตัวการ หมายถึง ผู้ลงมือกระทำ หรือร่วมวางแผน หรือร่วมทำอย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะ “แบ่งงานกันทำ” 

ตัวการ จะรับโทษสูงสุดสำหรับความผิดนั้น เช่น ฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ก็จะรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต ฯลฯ 

 2.ผู้ใช้ จ้างวาน คือ คนบงการ คนจ้าง คนใช้ คนวาน คนยุยงส่งเสริม ขู่เข็ญ รวมไปถึงหลอกให้ไปทำ กลุ่มนี้รับโทษเท่าตัวการ 

 3.ผู้สนับสนุน คือ บุคคลที่ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก จัดหาอาวุธ ยานพาหนะ ก่อนหรือขณะกระทำความผิด กลุ่มนี้รับโทษ 2 ใน 3 ยกเว้นว่าไม่รู้จริงๆ แต่ถ้าไปช่วยในลักษณะ แบ่งงานกันทำ ก็จะต้องรับผิดเท่า “ตัวการ” 

จะเห็นได้ว่า การให้ยืมรถของ นาวาเอก มนตรี ก้ำกึ่งมากที่จะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน แต่ก็ต้องขึ้นกับข้อมูลการสืบสวนสอบสวนของตำรวจด้วยว่ามีการกระทำถึงขั้นเป็น “ผู้สนับสนุน” จริงหรือไม่ หรือว่าสอบไปสอบมา อาจกลายเป็น “ตัวการ” หรือ “ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย” ก็เป็นไปได้เหมือนกัน 

สถานะปัจจุบัน เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว นาวาเอก มนตรี ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีอนุญาตให้ยืมรถของทางราชการ และรถถูกใช้ไปก่ออาชญากรรมร้ายแรง (ยิง สส.) หนำซ้ำรถยังถูกนำไปชำแหละ ทำให้ราชการเสียหาย โดย นาวาเอก มนตรี ถูกสั่งย้ายเข้ากรุงเทพฯ 

ต่อมา ราววันที่ 16 เมษายน หรือหลังก่อเหตุเกือบ 1 เดือน ผู้ว่าฯนราธิวาส เพิ่งมอบอำนาจให้รองผู้ว่าฯฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นทหารเรือนาวิกโยธิน ยศ “นาวาเอก” เหมือนกัน ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ นาวาเอก มนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 กับ 157 ซึ่งเป็นความผิดในส่วนของการเป็นเจ้าพนักงานดูแลทรัพย์ของทางราชการ แต่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายโดยทุจริต และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ยังไม่มีข้อหาเกี่ยวกับทีมสังหาร 

 

“คนมีสีในราชการ” มีเอี่ยว..หรือแค่เฉี่ยวร่วมฆ่า

คำถามที่ว่า เหตุใด นาวาเอก มนตรี หรือเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ จึงยังไม่ถูกเรียกสอบ หรือตั้งข้อหาเกี่ยวข้องกับทีมสังหาร มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 

มีข้อมูลจากคำรับสารภาพของผู้ต้องหาในคดีอย่างน้อย 2 ราย คือ นายอลาวี อาแว โชเฟอร์ กับ นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถ  

ข้อมูลสำคัญได้แก่...

 - หลังยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์แล้ว มือปืนโทรหาบุคคลลึกลับคนหนึ่ง  

 - มือปืนแจ้งให้ “ใครคนนั้น” ช่วยประสานหรือสั่งการว่า “อีก 5 นาทีค่อยตั้งด่าน” ความหมายคือ ให้เวลาพวกตนได้หนีก่อน  

คำถามคือ... 

 - ใครสั่งตั้งด่านได้ 

 - อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยใด ใช่นาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ หรือไม่ 

 - ปัจจุบันหน่วยงานนั้นได้ตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้หรือยัง 

 - ตำรวจได้สอบ “บุคคลปลายสาย” หรือยัง, หรือว่าคนๆ นี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้ว 

หากถอดรหัสเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “บุคคลปลายสาย” ที่ผู้ต้องหาในทีมสังหาร อ้างว่า “มือปืนโทรหา” มีความเป็นไปได้ว่า น่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐ และอาจจะเป็นกำลังพลของทหารในหน่วยนาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ โดยต้องเป็นกำลังพลที่มี “ยศสูง” ระดับหนึ่ง มิฉะนั้นคงสั่งให้ตั้งด่าน หรือเลิกด่านไม่ได้ 

 

 

นัดคุย-ส่งรถ “ศาลากลาง” - เปลี่ยนฟิล์มดำก่อนปฏิบัติการ

จากข้อมูลนี้นำมาสู่การขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับทีมสังหาร และเกิดคำถามว่า มีการติดตามตัวมาสอบสวน หรือแจ้งข้อหาดำเนินคดีบ้างหรือยัง 

เริ่มจาก “เรื่องเดิม” การที่ นาวาเอก มนตรี  นายทหารในราชการ กอ.รมน.นราธิวาส อนุมัติให้ “ทีมสังหาร” ยืมรถในราชการ กอ.รมน.ไปใช้ยิง สส.  เหตุใด นาวาเอก มนตรี จึงยังไม่มีชื่อเป็นผู้ต้องหา หรือถูกออกหมายจับในฐานะ “ผู้สนับสนุนทีมสังหาร” 

เพราะข้อมูลที่ “ทีมข่าว” ได้มาล่าสุด คือมีการนัดพบกันเพื่อวางแผนที่ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งเป็นสถานที่ใกล้เคียงกับจุดจอดรถ หรือส่ง-รับรถของทางราชการ กอ.รมน.

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า ทีมสังหารซ้อมยิงปืน ซ้อมใช้อาวุธ ในสนามยิงปืนในหน่วยทหารของจังหวัดนราธิวาส 

ทั้งหมดนี้นำมาสู่ข้อมูลใหม่ว่า กลุ่มผู้ต้องหาใช้พื้นที่ศาลากลางหลังเก่า วางแผนก่อเหตุ และพบปะส่งรถ รับรถ แบบนี้ นาวาเอก มนตรี จะไม่รู้เห็นกับการกระทำจริงๆ หรือ  

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลว่า น่าจะมีนาวิกโยธินเกี่ยวข้องเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 นาย 

 

เรื่องนี้สื่อมวลชนไม่ได้คิดเอง แต่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์เอาไว้ และยังอภิปรายในสภา เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย 

 

 - ทีมสังหารยืมรถในราชการไปใช้ถึง 3 ครั้ง 
 - มีการนำรถไปเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงให้มืดมากขึ้น จะได้มองไม่เห็นคนในรถ 
 - โดยการยืมรถไปติดฟิล์มกรองแสง ไม่ใช่การยืมรอบสุดท้าย แต่เป็นการยืม แล้วนำไปคืน คำถามคือ “ทหารที่ให้ยืม ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงหรือ” 
 - มีการนัดพบวางแผนกันในศาลากลางจังหวัดหลังเก่า 
 - การรับรถส่งรถ ทุกครั้ง ไปที่ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งเป็นจุดจอดรถในราชการของ กอ.รมน. 

มีคำถามว่า เรือเอกวิโรจน์ ไม่รู้ได้อย่างไรว่าเป็นรถ กอ.รมน. และ นาวาเอก มนตรี ไม่รู้จริงๆ หรือว่าคนเหล่านี้ยืมรถไปทำอะไร 

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

 

 

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางหลังเก่า” 

เพื่อเคลียร์ความข้องใจ “ทีมข่าว”  บุกสำรวจ “ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส หลังเก่า” พบความเชื่อมโยงน่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างการใช้พื้นที่อาคาร และความสัมพันธ์ระหว่างนายทหารระดับสูงกับกลุ่มผู้ต้องในคดียิง สส.กมลศักดิ์ 

ปัจจุบัน จังหวัดนราธิวาสมีอาคารที่ถูกเรียกว่า "ศาลากลาง" ถึง 3 แห่ง เพื่อป้องกันความสับสน เราจำแนกให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้ 

หลังแรก ศาลากลางหลังเก่าที่สุด ตั้งอยู่บนถนนพิชิตบำรุง ใจกลางเมืองนราธิวาส ปัจจุบันเปลี่ยนสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาสไปแล้ว ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้ 

หลังที่สอง ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส หลังเก่า ภาษาราชการเรียกว่า “ศาลากลาง แห่งที่ 1”  ตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการ หมู่ที่ 9 ต.โคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จุดนี้เองที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงในสภา ที่ว่าวางแผนกันที่ศาลากลางหลังเก่า 

หลังที่สาม ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส หลังใหม่ ภาษาราชการเรียกว่า “ศาลากลาง แห่งที่ 2” ตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการ ต.ลำภู ซึ่งเป็นอาคารบริหารงานหลักในปัจจุบัน 

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 

 

ในคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ เราจะพูดถึง “ศาลากลางหลังเก่า” เท่านั้น 

 สภาพโดยทั่วไป : มีลักษณะเงียบเหงา รถยนต์ไม่หนาแน่นหรือแออัดเหมือนศาลากลางใหม่ แต่อาคารศาลากลางซึ่งมี 5 ชั้น ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการต่างๆ อยู่ แต่ไม่มีห้องทำงานของผู้ว่าฯ (เพราะไปนั่งทำงานที่ศาลากลางหลังใหม่) 

ประชาชนที่ไปติดต่อราชการกับหน่วยงานที่่มีสำนักงานในศาลากลางหลังเก่า สามารถหาที่จอดรถได้ง่ายบริเวณด้านหน้าและด้านข้างอาคาร ส่วนด้านหลังอาคารเป็นห้องประชุมใหญ่เป็นจุดเปิดรับสมัคร สส.นราธิวาส ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 

พื้นที่โดยรอบสามารถจอดรถได้จำนวนมาก ตำรวจเองก็เคยพูดระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 เมษายนว่า รถในราชการของ กอ.รนม. ก็จอดอยู่เป็นปกติ รอบๆ อาคารศาลากลาง

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในศาลากลางหลังเก่า ยืนยันตรงกันว่า การใช้พื้นที่ภายในอาคารมีการแบ่งเป็นชั้นๆ ดังนี้ 

ชั้น 1 เป็นแหล่งรวมหน่วยงานด้านยุติธรรมและคุมประพฤติ

ชั้น 2 เดิมเป็นสำนักงานจังหวัด ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส (กอ.รมน.นราธิวาส) โดยเป็นพื้นที่ปีกซ้ายทั้งหมด (หากหันหน้าเข้าตัวอาคารจะอยู่ฝั่งขวามือ แต่เมื่อขึ้นลิฟต์ไปแล้วต้องเลี้ยวซ้ายเข้าปีกอาคาร) คือพื้นที่รับผิดชอบของ กอ.รมน.นราธิวาส 

ชั้น 3 เป็นฐานที่มั่นของตำรวจสันติบาล และ สำนักงาน ปปส.จังหวัด 

ชั้น 4-5 มีพื้นที่ว่างบางส่วนที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าใช้ประโยชน์

สำหรับห้องทำงานของ “นาวาเอกมนตรี" ทหาร กอ.รมน.ที่ให้ยืมรถ อยู่ภายในชั้น 2 ของอาคาร ในปีก กอ.รมน. โดยเป็นห้องทำงานเฉพาะของ นาวาเอก มนตรี หรือ "ผู้พันโต" ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าเป็นข้าราชการเก่าแก่ที่อยู่ในพื้นที่มานาน เป็นที่รู้จักของเจ้าหน้าที่และคนในพื้นที่เป็นอย่างดี 

จากปากคำของคนรู้จักบอกว่า “ผู้พันโต” นิสัยดี อัธยาศัยดี วางตัวตามแบบฉบับข้าราชการผู้ใหญ่ และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพื้นที่ ถึงขั้นแต่งงานกับหญิงสาวใน "ตันหยงมัส" อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส 

พิธีแต่งงาน จัดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยมีบุคคลระดับอดีตรัฐมนตรี เจ้าของรหัส “มท.2” อย่าง คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ บ้านใหญ่อุทัยธานี เป็นประธานงานแต่ง เป็นข่าวครึกโครม แชร์ภาพกันกระหึ่มในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง 

 

กล้องวงจรปิดเสียพร้อมกันหมด!

แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังมีการกล่าวอ้างว่า "คนรับงานสังหาร สส.และมือปืน" ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบ รวมถึงรับรถ-ส่งรถกันหลายครั้ง ก็ได้ส่งทีมเข้าไปตรวจสอบพบว่า 

กล้องวงจรปิด (CCTV) บริเวณด้านหน้าอาคาร} ทางเข้า-ออกศาลากลาง "เสียทั้งหมด" ไม่สามารถตรวจสอบภาพเหตุการณ์เพื่อยืนยันการเข้า-ออกของกลุ่มบุคคลตามที่ถูกกล่าวอ้างได้เลย 

ส่วนประเด็นที่ เรือเอกวิโรจน์ อ้างว่า นาวาเอก มนตรี ไม่เกี่ยวข้อง และไม่รู้ว่ารถที่ใช้เป็นรถ กอ.รมน. มีข้อมูลโต้แย้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันว่า 

 - จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า มีการนัดพบปะกันของบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง 

 - ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารพูดคุยที่ศาลากลางหลังเก่า ก็ยัง “นั่งรถคันเดียวกัน" เดินทางออกจากศาลากลางไปรับประทานอาหารที่ ร้านอาหารชื่อดังในอำเภอเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากศาลากลางหลังเก่าประมาณ 5 กิโลเมตร และห่างจากสี่แยกลำภู แยกใหญ่ของเมืองนราธิวาส เพียง 200 เมตร
     
 - มีการนั่งรถคันเดียวกันและร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างเปิดเผย มีพยานยืนยัน

อย่างไรก็ดี การพบปะกัน หรือไปรับประทานอาหารร่วมกัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า นาวาเอก มนตรี เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการลอบสังหาร เพราะทั้ง นาวาเอก มนตรี และ เรือเอก วิโรจน์ รู้จักกันมาก่อน ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องโรงเรียนนายเรือ ทั้งคู่อาจนัดพบกัน ยืมรถกัน โดยไม่แจ้งวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ และอาจไปนั่งรับประทานอาหาร หรือแม้แต่สังสรรค์กันก็ได้ ตามประสาคนรู้จัก 
 
นอกจากนั้น ในการแถลงข่าวของ ผู้การสืบ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส “พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล” เมื่อวันที่ 6 เมษายน ได้ความว่า การยืมรถของ นาวาเอก มนตรี กับ เรือเอกวิโรจน์ เป็นเพราะทั้งคู่เป็นนักเรียนนายเรือด้วยกัน เคยทำงานในภาคใต้ด้วยกัน จึงมีความสนิทสนมกันในแบบ “รุ่นพี่รุ่นน้อง” 

อย่างไรก็ดี ทีมข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยัง นาวาเอก มนตรี (หรือที่นักข่าวเรียกกันติดปากว่า “ผู้พันพี่โต”) เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว รวมถึงประเด็นความสัมพันธ์กับกลุ่มมือปืนและประเด็นที่มีการระบุว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องนัดพบกันที่ศาลากลางหลังเก่า ซึ่งเป็นจุดเดียวกับห้องทำงานของ นาวาเอกมนตรี 

แต่ปรากฏว่า เมื่อโทรไป ไม่มีผู้รับสาย!


หมายเหตุ : ผู้ต้องหา และผู้ถูกพาดพิงถึงทั้งหมดในการรายงานข่าว ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด และทุกคนมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม  

 

#สสกมลศักดิ์ #ยิงสสนราธิวาส #คนมีสี #กอรมหนราธิวาส #นาวาเอกมนตรี #ศาลากลางนราธิวาส #พรรคประชาชาติ #ข่าวสืบสวน #อาชญากรรม #นราธิวาส

 

บุกสำรวจ “ศาลากลางนราฯหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ. - ทีมสังหาร”?

 


บุกสำรวจ “ศาลากลางหลังเก่า” จุดนัดพบ “น.อ.-ทีมสังหาร”?