ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน
“มีการจ่ายเงิน มีการติดต่อ มีการเรียกรับเงินตั้งแต่ต้นปี 2569 เรื่อยมา จนกลุ่มผู้เสียหายยอมจะจ่าย โดยรวมเงินกันเพื่อจะจ่าย เพื่อไม่ยอมที่จะถูกแฉในสิ่งที่ผมไม่อยากจะนำเรียนว่าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่ใดๆก็แล้วแต่ กระบวนการถูกผิดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน่วยเรื่องของการคัดกรองอยู่แล้ว”
แต่ในเรื่องของการจ่ายเงิน เราเก็บพยานหลักฐาน นอกจากคำพูดต่าง ๆ ของผู้เสียหายแล้ว เรามีร่องรอยและหลักฐานต่างๆจนเห็นได้ชัดเจนว่า มีกระบวนการจ่ายเงินและเงินไปถึงใคร รวมถึงคำซักทอดต่างๆ และถึงแม้เขาจะได้รับเงินแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการแฉอยู่ ซึ่งประเด็นตรงนี้ มีการแฉวันที่ 12 มกราคม 2569 และหลังจากนั้นก็มีปัญหาเรื่อยมา จนกระทั่งกลุ่มผู้เสียหายตัดสินใจเข้ามาแจ้งความถูกขู่กรรโชก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จนนำมาสู่ปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้
เมื่อถามย้ำถึงไทม์ไลน์ในการจ่ายเงิน ว่าเป็นการจ่ายเงินก่อนวันที่ 12 ม.ค.ใช่หรือไม่ ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า “ยอมจ่ายเงินไปแล้ว เรียกรับไปแล้ว เงินหายไปแล้ว เงินถูกนำไปใช้ประโยชน์แล้ว แต่ก็ยังมีขบวนการแฉหลังจากนั้น”
ส่วนเรื่องจำนวนเงิน ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ไม่ได้ไล่เรียงชัดเจนว่ามีการเรียกรับกี่ครั้ง มีการเรียกครั้งแรกเท่าไหร่ แล้วเรียกเพิ่มเติมอีกจำนวนเท่าไหร่ แต่ระบุกว้าง ๆ เพียงว่า กระบวนการขั้นตอนทั้งหมดมีการรับเรียกอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท
ส่วนเหตุผลที่ทำไมกลุ่มผู้เสียหายมาแจ้งความหลังจากที่ผ่านไปแล้วนับเดือนนั้น ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ บอกว่า ขออนุญาตไม่ตอบด้วยปัจจัยเหตุผลต่าง ๆ เพราะเป็นคำถามที่ควรไปถามกลุ่มผู้เสียหาย แต่เมื่อมีการมาร้องทุกข์เราก็ดูไปตามพยานหลักฐาน และดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการมาร้องทุกข์ช้าหรือเร็ว น่าจะมีปัจจัยเช่นการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูล แต่ตอบให้ไม่ได้ว่าทำไมถึงช้า
ทั้งนี้ จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ แต่มีทั้งการปฏิเสธแบบปฏิเสธเลย และปฏิเสธแบบให้การที่เป็นประโยชน์ ส่วนอินฟลูฯ หลัก ๆ คือให้การปฏิเสธ แต่รายละเอียดขอสงวนสิทธิ์ ส่วนตัวอินฟลูฯ เอง เป็นคนคุยกับผู้เสียหายโดยตรงเลยหรือไม่นั้น “ไม่ขอตอบ เพราะเป็นประเด็นในสำนวน” ส่วน นายจิรโรจน์ และภรรยานายจิรโรจน์ ทำหน้าที่รับเงิน
นักข่าวถามย้ำถึงความสัมพันธ์ของอินฟลูฯ และผู้เสียหาย รู้จักกันจาก รองผู้การ ตชด. หรือไม่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ บอกว่า ประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกัน หากถามว่ารู้จักกันหรือไม่ ฝั่งผู้ต้องหาและผู้เสียหายให้การคนละแบบ ส่วนตัวรองผู้การ ตชด. ภาค 4 ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.52 ให้การปฏิเสธ แต่ก็ยอมรับว่ารู้จักกับผู้เสียหาย
ส่วนประเด็นคลิปวงจรปิด ที่นายอัจฉริยะ นั่งพูดคุยกับตำรวจคู่กรณี ก่อนถูกจับพร้อมพวก 6 คน คดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์นั้น จะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่ ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ตอบว่า น่าจะเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้สื่อ ให้สังคมได้เห็นข้อมูลฝั่งผู้ต้องหา แต่เราเชื่อว่าคลิปของผู้ต้องหาพยายามสื่อออกมานั้น เราเองก็มี ซึ่งผู้ต้องหาก็ให้มาเช่นกัน แต่ ณ ขณะนี้เรายังไม่ได้มีการเปิดคลิปมาเปรียบเทียบดู ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจพิสูจน์ก่อนที่จะเปิด แต่ยืนยันว่าจะตรวจสอบจนกว่าจะชัดเจน
นักข่าวถามเพิ่มเติมว่า อินฟลูฯ ทำหน้าที่เป็นหัวโจก หรือเป็นคนวางแผนทั้งหมดของขบวนการนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบคำถามนี้ว่า ตัวที่เป็นอินฟลูฯ ที่ออกมาแฉ อยากให้ไปดูคดีของ “ศรีสุวรรณ จรรยา” จะพบว่าการดำเนินการและแผนประทุษกรรมคล้าย ๆ กัน ซึ่งการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราคงมีข้อมูลพอสมควรหรือมากกว่านี้ในการดำเนินการ เพราะข้อมูลบางอย่างที่เป็นพยานหลักฐานที่สามารถเอาผิดได้ ก็ล้วนอยู่ในการขอหมายจับดังกล่าว
ดังนั้น สิ่งที่เราพบเห็นว่ากลุ่มดังกล่าว มีการทำมากกว่าคดีนี้แน่นอน และเราขอเรียกร้อง ผู้ที่ถูกกลุ่มคนกลุ่มนี้ที่ได้รีดไถ-กรรโชกทรัพย์ ขอให้เข้ามาพบตำรวจด้วย วันนี้ขบวนการของการบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มแล้ว คงต้องเริ่มกระบวนการสืบสวนและขยายผลต่อไป
“ต้องยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง ไม่ใช่การเอาคืน ไม่ใช่การคงแค้นอะไร เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐาน ผู้กล่าวหามาดำเนินการและมาแจ้งความ ไม่ใช่ว่าเราไปแสวงหาหลักฐาน ต้องยืนยันว่ามันเป็นเรื่องผู้เสียหายกับผู้ต้องหา ส่วนเราคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่มีอิทธิพล หรือประชาชนทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน“ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่า ในคดีกรรโชกทรัพย์ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงห้องกัก ตม.สวนพลู เป็นคนละส่วนกัน ซึ่ง สตช.ได้สั่งการให้คณะทำงานทั้งสองส่วนตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของทุกฝ่าย และหากพบว่ามีตำรวจรายใดไปเกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการทางวินัย และทางอาญาอย่างเคร่งครัด
ซึ่งความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงห้องกัก ตม.สวนพลู ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 โดยให้ดำเนินการตรวจสอบทั่วประเทศ ทำให้เบื้องต้นส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ตำรวจออกจากราชการไปแล้ว 7 ราย และเรื่องอยู่ในชั้น ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาที่พบว่ามีบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำความผิดทางวินัย และจะต้องตรวจสอบเรื่องทางอาญาอีก 4 ราย คือ ตำรวจภูธรภาค 2,3,4 และ 7 ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีคดีทุกฝ่าย และทุกกระบวนการต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายและพยานหลักฐานทั้งหมด กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินเอง
พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายเพิ่มเติมหลังแถลงข่าวว่า เรื่อง ตม.สวนพลู ก็ยังมีการตรวจสอบอยู่ยังไม่ได้หยุด และในการตรวจสอบ ถ้าพยานหลักฐานไปถึงผู้ใดว่ากระทำผิดวินัยหรืออาญาก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
ส่วนเรื่องของ พ.ต.อ.วัชรพล ผู้กำกับ ตม.3 ที่เป็นผู้เสียหายในคดีกรรโชกทรัพย์ นั้นสังกัดอยู่ สตม. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะมีการตรวจสอบในภาพรวมทุกหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ต้องกัก ตม. ที่มีการรับตัวออกไปแล้วไม่ส่งตัวกลับมา แต่ในหลายกองบัญชาการก็พบว่า เป็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของระบบการจัดเก็บข้อมูลของ สตม. ซึ่งก็มี เพราะพบว่ามีการส่งตัวกลับมาแล้วมีหลักฐานยืนยัน หรือบางส่วนอยู่ระหว่างการถูกควบคุมที่เรือนจำถูกดำเนินคดีอยู่ แต่ ตม.ก็ไม่ได้รับยอดตัวนี้และไปตัดเป็นว่าไม่ได้รับตัวกลับ โดยมีการยืนยันตัวเลขกลับไป
ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบยังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้การดำเนินการ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตำรวจกองการต่างประเทศว่าสถานทูตจีนติดตามเรื่องผู้ต้องกักอยู่ 2 ราย จึงได้มีการสั่งตรวจสอบ จนเดือนกุมภาพันธ์ ได้ตรวจสอบภาพรวมทุกหน่วย
นักข่าวถามย้ำว่า แล้วการที่ พ.ต.อ.วัชรพล ยอมจ่ายเงิน ถือว่ารู้ว่าตัวเองกระทำความผิดหรือไม่ หรือจำใจที่จะต้องจ่าย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตอบว่า เรื่องคดีกรรโชกทรัพย์ ผบช.ก. และคณะได้ชี้แจงไปแล้ว