เนชั่นทีวี

ข่าว

พรรคประชาชาติ ลุยตามคดียิง "กมลศักดิ์" เตรียมยื่นข้อมูลให้นายกฯ

14 เม.ย. 2569

พรรคประชาชาติ ลุยตามคดียิง "กมลศักดิ์" เตรียมยื่นข้อมูลให้นายกฯ

ปิดไมค์แต่ไม่ปิดความจริง! พรรคประชาชาติเดินหน้าติดตามคดีลอบยิง "สส.กมลศักดิ์" หลังได้ฟังคำตอบย้อนแย้งของ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ย้ำ! ปล่อยคนผิดลอยนวลไม่ได้! 17 เม.ย.นี้ เตรียมยื่นข้อมูลสำคัญถึงมือนายกฯ

14 เมษายน 2569 กลายเป็นดรามาร้อน ภายหลังจากที่ แม่ทัพภาคที่ 4 “พลโท นรธิป โพยนอก” เจ้าของฉายา “แม่ทัพข้าวนอกนา” ได้มีการแถลงในคดียิง สส. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ชนิดเรียกเสียงฮือฮา เสียงวิจารณ์ “เรียกทัวร์” ไปลงไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะปมที่ แม่ทัพภาคที่ 4 “ปิดไมค์” ระบุว่า

 

“นี่ผมพูดส่วนตัวนะ…

(ปิดไมค์) ถ้าผมมาทำแบบนี้นะ ผมไม่ปล่อยให้รอด!

(เปิดไมค์) ถ้าผมทำนะ เรื่องนี้มันเรื่องส่วนตัว ผมไม่รู้ว่าเขาไปรับงานใครมา เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนต่อ” (มีคลิป)

 


พรรคประชาชาติ ลุยตามคดียิง "กมลศักดิ์" เตรียมยื่นข้อมูลให้นายกฯ

 

หลังการปิดไมค์พูดประโยคนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า ความหมายที่แท้จริงของ แม่ทัพภาคที่ 4 คืออะไรกันแน่ ?

กรณีดังกล่าว พรรคประชาชาติ ได้มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของพรรค ระบุว่า  ตามที่ประชาชนได้ติดตามการแถลงข่าวความคืบหน้าทางคดี กรณีคนร้ายใช้รถราชการในสังกัด กอ.รมน. ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ แล้วนั้น

 

พรรคประชาชาติขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม ต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประชาชนไทยทั่วประเทศว่า พรรคประชาชาติจะติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด

 

บริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน. ซึ่งมีหน้าที่หลักในการ "รักษาความมั่นคงและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน" ตามที่ระบุใน พ.ร.บ. ปี 2551 และเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่เพียงองค์กรเดียวที่มีเอกภาพสูงสุด โดยมีกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่เป็นกฎหมายพิเศษ ที่ถือว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
 

 

สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เยี่ยมคนติดตามที่บาดเจ็บหลังถูกลอยยิง

คดีนี้มีหลักฐานยืนยันว่า รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร ที่ระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองคือ สำนักนายกรัฐมนตรี (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) มีการนำรถออกไปใช้งานหลายครั้งเพื่อก่อเหตุ

 

ทราบว่าจากคำรับของผู้ต้องหาบางคนยืนยันนำไปใช้ "ก่อเหตุ" จำนวนหลายครั้ง (ครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4) เป้าที่จะสังหาร คือ สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรและนักกฎหมายที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการคุกคามสถาบันนิติบัญญัติและทำลายกระบวนการสันติภาพ การใช้กลไกความมั่นคงมาทำลายผู้ที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นพฤติกรรมแบบ "รัฐซ้อนรัฐ" ที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตย

 

นโยบายที่ท่านนายกฯ แถลงต่อรัฐสภา ว่า “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้”

 

ท่านนายกรัฐมนตรีคงติดตามคำสัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่สื่อมวลชนได้ถามว่า

 

"กรณีที่มีนายทหารสังกัด กอ.รมน. ให้รถยนต์ราชการแก่ผู้ต้องหาไปใช้ในการก่อเหตุ จนสร้างความเสียหายให้แก่ทาง กอ.รมน. ภาค 4 นั้น ท่านแม่ทัพสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า ทางกองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?"

 

ทาง ผอ. กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตอบในไมค์ว่า "ไม่มีแน่นอน เราไม่ไปดำเนินการแบบนั้น" แล้วปิดไมค์ตอบว่า

 

"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"

 

ถือเป็นการสื่อสารย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิง กับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา และไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับพื้นที่ที่ใช้ "กฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และโครงสร้าง กอ.รมน. ที่ทหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จ" การใช้พาหนะหลวง กอ.รมน. มาก่อเหตุ ได้กลายเป็น "เกราะกำบัง" ให้กลุ่มอิทธิพลทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และตามข้อเท็จจริง ทหารรับผิดชอบสูงสุดในการแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้โดย กระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ จะต้องดำเนินการภายใต้ กอ.รมน. และทหารทั้งหมด

 

พรรคประชาชาติทราบข่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะมาดูที่เกิดเหตุ และมาที่บ้าน สส. กมลศักดิ์ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 ในฐานะผู้เสียหาย พรรคประชาชาติขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และได้มอบหมายให้ สส. กมลศักดิ์ฯ ให้ข้อมูลสำคัญทางคดี เพื่อนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจมอบหมายผู้ปฏิบัติต่อไปเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าคดีนี้ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่เกิดวัฒนธรรม “ปล่อยคนผิดลอยนวล”  ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของ สส. กมลศักดิ์ฯ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้