ส่วนตัวแม้จะไม่ได้มาจากหน่วยรบ แต่มาจากกรมยุทธการทหารบก ถึง 19 ปี จนขึ้นเป็นเจ้ากรม วิธีคิดของตนก็คิดแบบยุทธการ มองภาพรวม ไม่ได้คิดแบบวิชาการล้วนๆ แต่วิธีคิดที่ดีที่สุดของตนคือ “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“ ซึ่งจากเหตุการณ์ปะทะทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ก่อนการปะทะตนได้ไปพูดคุยกับ พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา ขอให้ถอนกำลังออกไป เพราะเราไม่อยากรบ หรือเอาเลือดเนื้อใครมาเสีย เพราะมองว่าใช้วิธีอื่นตัดสินได้ แต่เมื่อเขาไม่ถอนกำลัง เราก็ต้องเตรียมตัว และพร้อมรบ
“การปะทะครั้งที่ 1 ผมมองว่าความพร้อมของเรายังไม่เต็มที่ จึงบอกกับทางกองทัพบกว่าเอาแค่นี้ก่อน แล้วกลับมาเตรียมความพร้อมให้พร้อม พอมาถึงการปะทะรอบที่ 2 ก็มั่นใจว่าพร้อม จึงปล่อยยาว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งก็พอแล้ว ซึ่งในทางทหารการที่หน่วยเหนือมอบภารกิจไปว่าให้ยึดที่หมาย 1-2-3 ถ้าหน่วยรองยึดที่หมาย 1-2-3 ได้ ก็ถือว่าจบแล้ว แต่บางครั้งหน่วยรองบอกว่า ที่หมาย 4 และ 5 ก็น่าจะเอาด้วย ซึ่งหน่วยเหนือบอกว่า พอแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าจบภารกิจแล้ว นี่คือในทางการทหาร จึงอยากให้สื่อเข้าใจ”
ส่วนตอนนี้ยังมีสถานการณ์อะไรที่เป็นห่วงหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ห่วงเลย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชายแดน แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำไว้ใกล้จะเสร็จแล้ว คือการเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้จ่ากองร้อย จ่ากองพัน และจ่ากรม เนื่องจากมีการยุบสภาก่อน จึงไปต่อไม่ได้ เพราะหากอนุมัติให้ค่าตอบแทนจะผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงขอชะลอไว้ก่อน ซึ่งทางพลโท อดุลย์ ก็น่าเห็นพ้องด้วยกับแนวทางนี้ ซึ่งเป็นการดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย โดยนายสิบ และจ่า ถือเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพ เราจึงพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งใช้เงินไม่มาก แต่เป็นการดูแลด้านขวัญกำลังใจ
โดยเรื่องในระดับกระทรวงกลาโหมจบแล้ว และส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง แต่เนื่องจากจะผูกพันกับ ครม.ชุดใหม่ จึงขอให้เป็นการตัดสินใจของ ครม.ใหม่ แต่ตนมั่นใจว่า พลโท อดุลย์ จะเห็นด้วย เพราะเป็นนักเรียนนายสิบเก่า ก็จะเข้าใจหัวอกนายสิบ และทหารชั้นประทวน
พลเอก ณัฐพล ยังกล่าวอีกว่า การสู้รบที่ผ่านมา ทหารที่เสียชีวิตก็เป็นนายสิบ และจ่า ตนจึงสะเทือนใจ เพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พร้อมยกตัวอย่างกรณีสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลา แต่ไม่มีการสูญเสียเลย หมายความว่าอำนาจการรบเหนือกว่ากันมาก แต่ของไทยการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง กำลังพลเสียชีวิตไปทั้งหมด 42 นาย ทำให้รู้สึกเสียใจ แต่ถือว่าภารกิจประสบความสำเร็จ
“ทหารถ้าถึงเวลาต้องรบ จะไม่คิดถึงเรื่องการสูญเสีย แต่สิ่งที่ผมคิดก่อนเสมอคือ ถ้าไม่รบได้จะดีที่สุด และไม่สูญเสียได้จะดีที่สุด แต่ถ้าถึงคราวรบ เราจะไม่คิดเรื่องนั้นแล้ว เพราะทุกคนที่เป็นทหารต้องสละชีพเพื่อชาติ”
พลเอก ณัฐพล ยังกล่าวช่วงท้ายว่า ขอบคุณสื่อมวลชน ซึ่งตนได้ยึดถือแนวทางความถูกต้อง ในการแก้ไขปัญหา ใช้สติปัญญา ส่วนการใช้กำลังจะเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะหลักการดีที่สุดคือ “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อำลาตำแหน่งกับสื่อมวลชนสายทหาร พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนใหม่ ได้เข้ามาพูดคุยและอำลา พร้อมคุยกันในลักษณะฝากสานต่องานที่ทำอยู่
โดย พลเอก ณัฐพล ได้ฝากดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย ที่ตอนนี้อาจเข้าใจว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความใส่ใจ แต่จริงๆ แล้วตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม ให้ความใส่ใจมาตลอด ตั้งแต่ตอนเป็นเลขานุการรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จแล้ว จึงฝากสานต่อด้วย
หลังจากพูดจบ พลเอก ณัฐพล ได้สวมกอด พลโท อดุลย์ ก่อนที่ พลเอก ณัฐพล พูดปิดท้ายด้วยประโยคว่า “พลโท อดุลย์ มาอยู่ในระดับผู้บริหารแล้ว จะรู้ว่าประเทศไทยมีอะไรที่ต้องแก้ปัญหาอีกเยอะ”