ด่วน! ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า "นิตยา" วิศวกรสาวนครปฐม
11 มี.ค. 2569
ด่วน!ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีที่ 3 วางยาฆ่า “นิตยา” วิศวกรสาว นครปฐม เมื่อปี 63 “ทนายพัช” เตรียมใช้คำพิพากษานี้ เป็นแนวทางสู้คดีอื่น
ข่าว
11 มี.ค. 2569
ด่วน!ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีที่ 3 วางยาฆ่า “นิตยา” วิศวกรสาว นครปฐม เมื่อปี 63 “ทนายพัช” เตรียมใช้คำพิพากษานี้ เป็นแนวทางสู้คดีอื่น
11 มีนาคม 2569 ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี แอม ไซยาไนด์ วางยาฆ่าผู้อื่นคดีที่ 3 หมายเลขดำ อ.274/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา8 เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ หรือ แอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนฯ
จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ส.ค.63 จำเลย ถูกกล่าวหา ว่า ได้ใส่สารพิษ ไซยาไนด์ลงในเครื่องดื่มให้ น.ส.นิตยา แก้วบุปผา อายุ 36 ปี ดื่ม กิน จนถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจล้มเหลวแล้ว โดยมีมูลเหตุประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตาย
ศาลพิเคราะห์ จากคำเบิกความของพยาน ให้การยืนยันว่า เคยพบเห็นจำเลยมาหาผู้ตายที่ไซต์งาน ก่อสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม โดยจดจำใบหน้าของจำเลยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จำเลยอ้างว่า ไม่เคยไปหาผู้ตายที่ไซต์งานก่อสร้างจึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีพยานหลักฐาน
ส่วนคืนเกิดเหตุมีพยาน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตาย ไปหาผู้ตายที่หอพัก และพบเห็นว่า จำเลยและผู้ตายนั่งพูดคุยกันอยู่ที่โถงชั้นล่างของหอพัก โดยผู้ตายอ้างว่ากับพยานว่า ได้นำรถยนต์ไปจำนำไว้ในราคา 150,000 บาท และจะคืนเงินให้กับพยานในวันถัดไป เพราะจะนำเงินไปฝากที่ธนาคารก่อน โดยที่พยานไม่เห็นเงินจำนวนนั้นว่า อยู่ที่ผู้ตายจริงหรือไม่ ขณะเดียวกันผู้ตายได้ชักชวนพยานให้ไปกินข้าวเย็นกับจำเลย แต่พยานปฏิเสธไป และมาทราบข่าวว่า ผู้ตายเสียชีวิต
ขณะที่ผลการผ่าพิสูจน์ศพ แพทย์ที่ทำการผ่าพิสูจน์ศพให้การในชั้นศาลว่า ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า เสียชีวิตจากสารไซยาไนด์ หรือไม่ เนื่องจากไม่มีการตรวจหาสารไซยาไนด์ เพราะไม่มีข้อสงสัยว่าผู้เสียชีวิตเกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์ ขณะที่แพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการตรวจหาสารพิษในร่างกาย ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่า ดูจากภาพถ่ายการเสียชีวิต และผลการชันสูตรของแพทย์นิติเวช คล้ายกับอาการที่เกิดจากสารไซยาไนด์ ซึ่งแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช ให้ความเห็นถูกต้องตามหลักวิชาการ สัมพันธ์กับแพทย์นิติเวชที่ผ่าพิสูจน์ศพ และสัมพันธ์กับพยานที่เบิกความยืนยันว่า ผู้ตายมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง จึงเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากอาการเจ็บป่วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้เสียชีวิตได้รับสารไซยาไนด์จริง
ส่วนมูลเหตุที่จำเลยต้องการทรัพย์สินของผู้ตายหรือไม่นั้น จากพยานหลักฐาน เชื่อว่าผู้เสียชีวิตนำรถยนต์จำนวน 2 คัน เอาไปจำนำไว้กับจำเลย เพราะภายหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งให้สามีของผู้ตายไปไถ่ถอนรถยนต์จำนวน 150,000 บาท คืน จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตาย ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่
ส่วนเรื่องของการครอบครองสารไซยาไนด์ ตามพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนพบว่า จำเลยสั่งซื้อ สารไซยาไนด์ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 โดยคดี นี้โจทก์ไม่สามารถเบิกความ และนำสืบได้ว่า จำเลยมีสารไซยาไนด์ ไว้ในครอบครองอย่างไร เอามาใช้อย่างไร ดังนั้นในการพิจารณาว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่องเรื่องไป คำพิพากษาในคดีอื่น ไม่อาจนำมาเป็นผลร้ายในคดีนี้ได้
กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย ในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสาม จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ร้องทั้ง 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องของผู้ร้องทั้ง 3 แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์
นางสาวธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือ ทนายพัช ทนายความของนางสรารัตน์ เปิดเผยว่า คดีนี้ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่เพียงพอ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์ในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ตายเสียชีวิต
อีกทั้งศาลเห็นว่า การรับจำนำรถเป็นสิทธิที่จำเลยทำได้ตามปกติ และหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย รวมถึงให้ญาติมาไถ่ถอนรถกลับไป จึงไม่พบพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่า เป็นการชิงทรัพย์ และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ จึง ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย และแม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ศาลยังให้ควบคุมตัวจำเลย ไว้ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ได้ โดยฝ่ายโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์
ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ทนายความระบุว่า คดีที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด สามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ คดีที่เกิดก่อนวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนพบข้อมูลการสั่งซื้อไซยาไนด์ และคดีที่เกิดหลังจากนั้น ซึ่งรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในแต่ละคดีที่ศาลจะพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลอาญามีคำพิพากษาคดีความผิดของ แอม ไซยาไนด์ มาแล้วรวม 2 คดี โดยคดีแรกใส่สารไซยาไนด์ เพื่อเจตนา ฆ่าก้อย น.ส.ศิริพร อายุ 33 ปี จนถึงแก่ความตายคดีนี้ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว
ส่วนคดีที่ 2 ล่าสุดศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แอม ไซยาไนด์ หลังใส่สารไซยาไนด์ในอาหาร ให้สารวัตรปู พ.ต.ต.หญิงนิภา อายุ 38 ปีถึงแก่ความตาย
