น้ำมันทะลุ 100 เหรียญแล้ว! ถึงเวลาไทย "เลิกหลอกตัวเอง"
09 มี.ค. 2569
น้ำมันทะลุ 100 เหรียญ! ถึงเวลาคนไทยต้อง "เลิกหลอกตัวเอง" กูรูขุดเจาะน้ำมันตะวันออกกลาง เปิด 3 ความจริงที่รัฐบาลต้องฟัง
ข่าว
09 มี.ค. 2569
น้ำมันทะลุ 100 เหรียญ! ถึงเวลาคนไทยต้อง "เลิกหลอกตัวเอง" กูรูขุดเจาะน้ำมันตะวันออกกลาง เปิด 3 ความจริงที่รัฐบาลต้องฟัง
9 มีนาคม 2569 ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญการขุดเจาะน้ำมัน พลังงาน ในฐานะเคยร่วมทำงานในตะวันออกกลางมากว่า 20 ปี โพสต์ข้อความด่วนถึงรัฐบาล และชาวไทย ปรับตัวรับสถานการณ์ราคาพลังงานน้ำมันทะลุ 100 เหรียญแล้ว
โดยระบุว่า ความจริงจากคนเจาะน้ำมันข้ามโลก: ในวันที่น้ำมันทะลุ 100 เหรียญ ถึงเวลาไทยเลิกหลอกตัวเองเรื่องพลังงานท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัย และควันปืนจากสงครามในอ่าว ราคาน้ำมันดิบโลกได้พุ่งทะยานทะลุ 100 เหรียญต่อบาร์เรลไปแล้ว สิ่งที่ตามมาหลอกหลอนคนไทยทันทีคือ ตัวเลขหน้าปั๊มที่ขยับขึ้น ค่าไฟที่จ่อคิวแพง และต้นทุนสินค้าที่เตรียมพุ่งทะยาน
ตลอดชีวิตการทำงานของผมที่คลุกคลีอยู่กับแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เดินทางไปทำงานมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ผมเห็นวัฏจักรราคาน้ำมันที่เดี๋ยวพุ่งทะลุฟ้า เดี๋ยวร่วงดิ่งพสุธามานับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ภาพที่เห็นจนชินตาคือ "ประเทศที่ต้องซื้อเขาใช้" จะเป็นผู้รับเคราะห์กระอักเลือดเสมอ
ประสบการณ์หน้างานสอนให้ผมรู้ความจริงที่โหดร้ายหลายอย่าง โชคดีที่ผมได้ไปทำงานด้าน "พลังงานความร้อนใต้พิภพ" (Geothermal Energy) พลังงานทางเลือกอื่น ๆ และการหาพลังงานปิโตรเลียมในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การผลิตจากหินดินดาน ทำให้ตระหนักดีว่า หากเรายังเดินตามเกมพลังงานแบบเดิม ประเทศไทยจะไม่มีวันยืนอยู่บนขาของตัวเองได้เลย นี่คือ "ความจริง" 3 ข้อในโลกพลังงาน ที่เราต้องเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว
ความจริงข้อที่ 1: บ่อน้ำมันไม่ได้มีน้ำมันไหลออกมาตลอดกาล
คนจำนวนมากยังติดภาพว่า ถ้าเราเจาะเจอน้ำมันหรือก๊าซในประเทศแล้ว เราจะสบาย มีใช้ไปได้เรื่อยๆ เหมือนตักน้ำจากบ่อ แต่ในความจริงทางธรณีวิทยา ทันทีที่คุณเจาะและเริ่มผลิต แรงดันตามธรรมชาติในหลุมจะลดลงอย่างรวดเร็ว ปริมาณการผลิตจะตกลง (Decline Curve) อย่างน่าใจหาย บ่อที่เคยผลิตได้มหาศาลในวันแรก อาจเหือดแห้งไปในเวลาไม่กี่ปี
ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบรวมกันได้ไม่ถึง 10% ของปริมาณที่เราใช้ทั้งประเทศ ส่วนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เราเคยภูมิใจ ก็อยู่ในช่วงปลายอายุสัมปทานและมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ ความจริงก็คือ ทรัพยากรฟอสซิลของเรามีจำกัดมาก และเรากำลัง "ยืมจมูกคนอื่นหายใจ" เกือบเต็มรูปแบบ
ความจริงข้อที่ 2: "กับดักดีเซล" ที่บังคับให้เราเป็นทาสตะวันออกกลาง
ทำไมแค่ตะวันออกกลางยิงกัน คนไทยถึงเดือดร้อนหนัก? คำตอบคือโครงสร้างเศรษฐกิจเราถูกผูกติดไว้กับ "น้ำมันดีเซล" ภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ รถบรรทุก ไปจนถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร ล้วนซดดีเซลเป็นน้ำ การที่เรามีความต้องการใช้ดีเซลในสัดส่วนที่สูงมาก บังคับให้โรงกลั่นในประเทศต้องสั่งนำเข้า "น้ำมันดิบชนิดที่กลั่นแล้วได้สัดส่วนดีเซลสูง" ซึ่งแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดในโลกที่ตอบโจทย์นี้ก็คือตะวันออกกลาง ตราบใดที่เรายังใช้รถกระบะและรถไถที่เติมดีเซล เราก็ถูกบังคับให้ต้องเอาเงินตราประเทศไปผูกไว้กับความเสี่ยงจากลูกปืนและขีปนาวุธในอ่าวอาหรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความจริงข้อที่ 3: ไฟฟ้าไทย แขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ชื่อว่า "LNG"
เมื่อก๊าซในอ่าวไทยผลิตได้น้อยลง สิ่งที่ประเทศทำคือการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Spot LNG) มาปั่นไฟทดแทน ปัญหาคือ LNG เป็นสินค้าที่ราคาแกว่งตัวรุนแรงมากตามตลาดโลก ยิ่งยามมีสงคราม ราคา LNG จะพุ่งปรี๊ด และสุดท้ายต้นทุนมหาศาลนี้ก็ถูกผลักมาอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนทุกคน นี่คือระบบที่เปราะบาง และเวลามีวิกฤต "ใครก็เอาไม่อยู่"
ทางรอดเดียว: ปลดแอกประเทศ ด้วยทรัพยากรที่เราคุมได้ เราไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างด้วยการเอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนราคาจนเป็นหนี้มหาศาลได้อีกต่อไป ในฐานะคนที่เห็นโลกพลังงานมาทั้งสองฝั่ง ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดมีเพียงทางเดียว คือการสร้าง "ระบบนิเวศพลังงานใหม่" ดังนี้ครับ:
การเปลี่ยนมาใช้ EV ไม่ใช่แค่แฟชั่นรักษ์โลก แต่คือ "คณิตศาสตร์เศรษฐศาสตร์" ที่เห็นผลทันที ต้นทุนการใช้รถ EV ปัจจุบันเฉลี่ยตกอยู่แค่ราวๆ 1 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งถูกกว่าการใช้น้ำมันอย่างเทียบไม่ติด ยิ่งถ้าเราขยายผลจากแค่รถเก๋งส่วนบุคคล ไปสู่การเปลี่ยน "รถกระบะ รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร" ให้เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด ทันทีที่รถไถนาและรถบรรทุกสินค้าวิ่งด้วยไฟฟ้า เราจะเลิกกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมันดิบ และหยุดขนเงินตราออกนอกประเทศไปประเคนให้ตะวันออกกลางได้อย่างเด็ดขาด
หากเรากางตัวเลขดู ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจคือกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงที่สุด (และใช้ตอนกลางวัน) ถ้ารัฐมีเจตจำนงแน่วแน่ สนับสนุนให้เกิดการติดตั้งโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ในระดับชาติ จนกินสัดส่วนการผลิตไฟเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงพอ เราจะสามารถหั่นความต้องการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลงได้อย่างมหาศาล และแทบไม่ต้องง้อ Spot LNG ราคาแพงมาปั่นไฟอีกเลย
แน่นอนว่าโซลาร์ผลิตไฟตอนกลางคืนไม่ได้ และรถ EV ก็ต้องการไฟฟ้ามาชาร์จ เราจึงต้องการ "โรงไฟฟ้าฐาน (Baseload)" ที่จ่ายไฟได้นิ่งๆ ตลอด 24 ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่เราต้องเร่งสำรวจและพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศไทยอย่างจริงจัง เทคโนโลยีการขุดเจาะปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก หากเรานำความรู้จากการเจาะน้ำมันมาประยุกต์ใช้ เราจะสามารถดึงความร้อนใต้ดินมาปั่นไฟ เป็นพลังงานสะอาดที่มั่นคงและพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง
วิกฤตราคาน้ำมันและสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือใบเสร็จรับเงินที่ส่งมาเตือนว่า การยืมจมูกคนอื่นหายใจมีราคาแพงแค่ไหน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ของไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษ์โลก แต่คือ "ยุทธศาสตร์เพื่อการเอาชีวิตรอด และการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ" ของประเทศครับ
