ยกฟ้อง “หมออั้ม” ไม่ผิดหมิ่นประมาท “บุ๊ง” อดีตแกนนำ 3 นิ้ว “นักบุญทุนคนอื่น”
22 ม.ค. 2569
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “หมออั้ม” ไม่ผิดหมิ่นประมาท “บุ๊ง” อดีตแกนนำ 3 นิ้ว “นักบุญทุนคนอื่น” ชี้ ข้อความไม่เป็นการยืนยันตัวตน ต้องผ่านการสืบค้น
ข่าว
22 ม.ค. 2569
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “หมออั้ม” ไม่ผิดหมิ่นประมาท “บุ๊ง” อดีตแกนนำ 3 นิ้ว “นักบุญทุนคนอื่น” ชี้ ข้อความไม่เป็นการยืนยันตัวตน ต้องผ่านการสืบค้น
22 มกราคม 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ ( 21 ม.ค. 69) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง นายอิราวัต อารีกิจ หรือ "หมออั้ม" อินฟลูเอนเซอร์การเมืองและอดีตนักร้องค่ายดัง ในคดีที่ นายปกรณ์ พรชีวางกูร หรือ "บุ๊ง" นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอดีตผู้สนับสนุนม็อบราษฎร ยื่นฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ คดีหมายเลขดำที่ อ.233/2565
กรณีที่ นายอิราวัต หรือ "หมออั้ม" โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2564 โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษายกคำฟ้อง
ต่อมานายปกรณ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น
โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ จำเลยเดินทางมาศาล ซึ่งศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ข้อความของจำเลยนั้น เป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่
โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยได้โพสต์ข้อความซึ่งมีความหมายถึงโจทก์ โดยมีผู้อ่านข้อความหลายราย เมื่ออ่านข้อความของจำเลยแล้วทราบทันทีว่าหมายถึงโจทก์ โจทก์จึงเห็นว่าการที่ผู้อ่านทราบในทันทีว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงโจทก์ ข้อความตามโพสต์ดังกล่าวจึงเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
แต่เมื่อดูจากข้อความของผู้แสดงความคิดเห็นแล้วจะเห็นว่ามีข้อความว่า “เชือดหมูไหม” “เสี่ยขายหมูไหม” “เฮียขายหมูใช่ไหม” “บ้านลาดพร้าวซอย1” ซึ่งเป็นบ้านของโจทก์ จากคำว่า “เสี่ย” หรือ “เฮีย” เป็นคำพูดทั่วไป และโพสต์ข้อความของจำเลยไม่ได้ระบุชื่อโจทก์ ลำพังเพียงข้อความของจำเลยไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเป็นโจทก์
การที่มีผู้แสดงความคิดเห็นใต้โพสต์จำเลยยังต้องอธิบาย หรือบรรยายถึงลักษณะของโจทก์ จึงต้องอาศัยการสืบเสาะค้นหาประมวลผลจากความคิดเห็น แม้โจทก์จะมีนางณัฐกานต์ ภรรยามาเบิกความสนับสนุนว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์ แต่เหตุที่นางณัฐกานต์เข้าใจว่าเป็นโจทก์ เพราะพยานเป็นภรรยาโจทก์ และรู้จักจำเลย ทราบดีว่าโจทก์และจำเลยเคยเป็นเพื่อนกัน และเคยมีคดีฟ้องร้องต่อกันที่จังหวัดราชบุรีมาก่อน จากคอมเมนต์ดังกล่าวจะเห็นว่าจะต้องมีการสืบค้นเสียก่อน
และนอกจากนี้ข้อความว่า “เริ่มมีกระแส นักบุญทุนคนอื่น ได้อาชีพใหม่คืออาชีพจัดม็อบ เป็นคนกลาง ถือเงินคนอื่น ประมูลนั่นนี่ เก็บค่าส่วนต่างเงินบริจาค ท่อน้ำเลี้ยงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยไร้อาชีพหลัก แต่ยังโง่เหมือนเดิม โพสต์อวดรวย ซื้อนั่นโชว์นี่ ซึ่ง ปปง. และสรรพากรกำลังตรวจสอบ”
นอกจากนี้ ได้ความจากคำถามค้านของทนายจำเลยว่า “โจทก์ได้มีการเปิดรับบริจาคหรือไม่” ซึ่งโจทก์ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า “ไม่เคยเปิดรับบริจาค” ซึ่งเป็นการที่จำเลยปฏิเสธเรื่องการบริจาคว่าไม่ใช่โจทก์
ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่าข้อความของจำเลยก็ไม่อาจทำให้คนทั่วไปฟังเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง เป็นการโพสต์เตือนบุคคลทั่วไปเกี่ยวกับการที่มีผู้รับบริจาคเงิน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
