เมื่อถามถึงมติ ป.ป.ช. ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา พ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบการกำกับดูแล สำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแล้วนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ก็เป็นเรื่องที่เรายื่นคัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านเห็นด้วยในเรื่องนี้ ซึ่งก็มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ ก็คิดว่าเป็นผลดีต่อการดำเนินการ เรื่องสำนวนอะไรต่างๆ ตนเชื่อว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนที่เราเคารพนับถือ เราเชื่อมั่นใน ป.ป.ช. เพราะตนเองและทีมงานหลายคน เราเคยทำงานร่วมกันมา รวมทั้งสำนวนต่างๆ เราก็มีความไว้วางใจในเรื่องของการทำงาน เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล องค์การการปราบทุจริตของ ป.ป.ช. จะเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนอยู่
ส่วนวันนี้จะมีการเปิดคลิปเพิ่มหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า “ขอดูผู้บังคับบัญชาก่อน เพราะเรื่องนี้มีคำสั่งใหญ่ คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราแค่รับสำนวน เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่จะแถลงหรือมีคลิปเพิ่ม ขอให้เป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันไม่กดดัน เพราะชุดสืบสวน เราต้องการให้สังคมรับรู้รับทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคลิปเมื่อวานนี้เป็นเรื่องจริง ไม่งั้นมันจะคลุมเครือ จะหาว่าเราไปกลั่นแกล้งหรืออะไร เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าคนใกล้ชิดตัวท่านเดินเข้ามาเอง ไม่ใช่ว่าเราไปเรียกหรือไปกล่อมอะไรมา เรารู้ครั้งแรกก็ยังตกใจว่าเป็นแบบนั้นหรอ แต่ต้องยอมรับความกล้าหาญของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ที่เป็นมือไม้ในการทำงาน เขากล้าหาญเรื่องนี้ กล้าที่จะพูดความจริง“
"ขอแก้ข่าวคนที่เกือบจะคิดสั้น ไม่ใช่พ่อของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แต่เป็นเจ้าตัวที่เครียดมาก บิ๊กโจ๊กเป็นคนสร้างทุกเรื่องขึ้นมา ซึ่งตัวเขาไม่เกี่ยวข้อง แต่มันทำให้ครอบครัวเขาได้รับผลกระทบ และครอบครัวเป็นข้าราชการตำรวจด้วย พ.ต.อ.ภาคภูมิ จึงกลุ้มใจและไม่สบายใจ เขามองว่าเขาทำให้ครอบครัวเดือดร้อน เขาก็เลยมีความคิดเหมือนอยากฆ่าตัวตาย ไม่ใช่พ่อแม่ แต่ด้วยตัวเขาเอง วันนี้เขาเลยตัดสินใจออกมาสู้กับความเป็นจริงดีกว่า ถึงแม้เขาจะถูกดำเนินคดีหรือติดคุก เขาก็พร้อมรับสภาพ ต้องยอมรับว่า หัวใจของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เข้มแข็งพอ เป็นสุภาพบุรุษและน่าชื่นชม" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ส่วนล่าสุดที่ พ.ต.ท.เขมรินทร์ น้องชายของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่ออกมาโพสต์ความจริง 10 ประการ เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบิ๊กโจ๊กนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า “ก็เป็นเรื่องของพยานแต่ละคน ทุกคนที่เข้ามาเราก็สอบไว้หมด เพราะฉะนั้นให้ตัวเขาพูดดีกว่า ถ้าตัวผมพูดไปมันจะไม่ใช่ข้อเท็จจริง ผมว่ามันมีอะไรที่ได้ยินจากปากเขา และน่าจะมีเรื่องตื่นเต้นมากกว่าที่ผมจะพูดเอง เขามีเรื่องตื่นเต้นอยู่แล้ว เขาอยู่ด้วยกันนาน”
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังระบุถึงกรณีบิ๊กโจ๊กไปร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับตัวเองที่ สน.พหลโยธิน ด้วยว่า เป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอเรื่องนี้ ยืนยันเรายังไม่แจ้งข้อกล่าวหา เพราะมันอยู่ในขั้นตอนของเขามาร้องทุกข์แจ้งความ เราก็รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น เพื่อส่งเรื่องนี้ไปที่ ป.ป.ช. เพราะเราเห็นเป็นเรื่องใหญ่ ถ้า ป.ป.ช. ส่งกลับมา เราก็ต้องไปสอบหาพยานต่างๆ อีกว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิเ กี่ยวข้องกับคดี มีความผิดหรือไม่ ถ้ามีความผิด เราก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา เราไม่ละเว้น ส่วนจะกันไว้เป็นพยานหรือไม่ อยู่ที่คณะพนักงานสอบสวน เราคิดเองไม่ได้ เราต้องรู้อยู่อย่างว่าเรื่องนี้เรากำลังตามจากคนที่ไม่ทิ้งร่องรอย แต่เราโชคดีที่เราได้คนรอบตัว คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้ามาเป็นพยาน นี่คือพยานหลักฐานหนึ่งที่สำคัญ แต่พยานหลักฐานพวกนี้ มันต้องผสมกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เรามีอยู่ และต้องสอดคล้องกัน มันถึงจะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก รวมทั้งทองมีที่มาที่ไปจริง ซื้อมาจากตรงไหน ไปให้ใคร ส่งให้ใคร ถึงมือใคร รถเป็นรถของใคร มีพยานรู้เห็นในวันนั้นหรือไม่
“เขาไม่เคยทิ้งหลักฐานไว้ แม้กระทั่งการจับกุม เขาจะสั่งอย่างเดียว เพราะฉะนั้นรายงานการสืบสวนทั้งหมด ผมว่าพวกเราละเอียด พวกเราก็ต้องเอาเรื่องทั้งหมดที่เขาทำ แต่เขาไม่อยู่ เขาเป็นคนแบบนี้ เขาไร้ร่องรอย ไม่มีตัวตน ยังคิดเล่นๆ อยู่เลยว่าเรามาตามจับผีหรอ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย
ภาคภูมิ โต้ทนาย "บิ๊กโจ๊ก" ยันพยานคดีทอง คนละคดีเว็บพนัน ชี้ถูก IO โจมตีครอบครัว ลั่นหมดศรัทธาอดีตนาย พร้อมเผชิญหน้า 6 ผู้ถูกกล่าวหา
ด้าน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย กล่าวถึงกรณีที่ บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายความไปฟ้องคณะเพื่อการสอบสวนคดีติดสินบนที่ สน.พหลโยธิน เมื่อวานนี้ และพูดถึง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ว่า ที่นำหลักฐานต่างๆ มาให้ตำรวจ เนื่องจากมีข้อแลกเปลี่ยนกรณีที่มีคดีของภรรยา และน้องสาวภรรยาอยู่ในชั้นของ ป.ป.ช. นั้น ว่า สิ่งที่ทนายความพูดเมื่อวานนี้ อยู่ในคดีเดียวกันคือคดีเว็บพนันมินนี่ ซึ่งในคดีดังกล่าวทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน ซึ่งเป็นคนละคดีกัน การที่ผมมาเป็นพยานในคดีเรื่องทอง ก็คนละคดีกับคดีมินนี่ มันไม่เกี่ยวกัน แล้วผมก็ไม่เข้าใจความหมาย ที่เขาเอาไปให้สัมภาษณ์ว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรกัน
พ.ต.อ.ภาคภูมิ มองว่า สิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไปเพื่อเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของตัวผม โดยเน้นไปที่ครอบครัว มีการปล่อยข่าวว่า น้องภรรยาหลบหนีไปต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงคดีนี้น้องภรรยาตนได้เข้ามอบตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2566 และสิ่งที่เจ้านายพูดก็สอดคล้องกับ io ที่มีการโจมตีผม แต่ผมไม่เป็นไร ผมเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของเขาว่าจะทำอะไร แล้วผมบอกว่ามันสกปรกเกินไปทนายพวกนี้ผมก็เพิ่งเคยเห็นหน้าเป็นทนายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน
พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีที่ 1 ใน 6 ผู้ถูกกล่าวหา ที่ไปแจ้งความว่า ถูกอุ้ม ถูกค้นบ้านพัก ที่จังหวัดสุราษฎร์ แต่ทำไมถึงมาแจ้งความที่ สน.บุปผาราม ไม่ใช่เพราะว่ามีนายตำรวจเป็นเครือข่ายของอดีตผู้บังคับบัญชาหรือไม่ และมีการย้ายมาจากอีก สน. หนึ่งซึ่งเป็น สน. ที่เคยรับแจ้งความของคดีอดีตผู้บังคับบัญชา
พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังเล่าว่า ในวันที่มีการไปส่งทองที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในคลิปที่ปรากฏในการแถลงข่าว เป็นการถ่ายมาจากคนของตนที่อยู่ในรถคันเดียวกัน รวมถึงรถที่จะสะกดรอยตามไปก็เป็นรถของพวกตน เพื่อเป็นการเก็บหลักฐาน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ได้รู้จักกับนาย ส. เป็นการส่วนตัว แต่ว่านาย ส. เป็นผู้ประสานงานระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตนเอง กรรมการ ป.ป.ช. เพราะทั้งตนและกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้คุยกับทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แบบอย่างเดิมแล้ว จึงต้องมีคนกลางประสานงาน ซึ่งมันมีรายละเอียดมากกว่าที่มีการแถลงข่าว แต่ไม่สามารถบอกได้
ส่วนสาเหตุที่มีการอัดเสียง พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่าเริ่มจับได้ว่าจะมีการจัดฉากให้ตนเป็นผู้รับผิดแทน จึงต้องมีการอัดเสียงไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่า มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง เพราะมองว่าตนและนาย ส. จะวางแผนหักหลัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปเพื่ออะไรเลย แต่หลังจากเกิดเรื่องตนก็ไม่ได้ติดต่อกับนาย ส. อีกเลย
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า จะแจ้งความกับกรรมการ ป.ป.ช. ที่มาแจ้งความตนเองว่าแจ้งความเท็จ ทั้งที่ กรรมการคนดังกล่าวก็ทราบรายละเอียดดีอยู่แล้ว
เรื่องนี้ใกล้จบแล้ว ลูกน้องหลายคนมาให้การให้ข้อมูลกับทางตำรวจ พร้อมบอกว่า อยากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาพูดความจริง สิ่งที่เขาทำมันทำลาย ลูกน้องคนใกล้ชิด ครอบครัว ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมด ยอมรับตนเองหมดศรัทธาในตัวอดีตผู้บังคับบัญชา คนเป็นหัวหน้าคนแค่รับผิดชอบในเรื่องตัวเองยังไม่ได้ มันเป็นมาตรฐานความเป็นมนุษย์ อยากให้มีสักครั้งหนึ่งที่ท่านแสดงความเป็นสุภาพบุรุษและตอนนี้ก็บอกว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวด้วยว่า ยินดีที่จะไปออกรายการไม่ว่า รายการไหนแต่ขอออกพร้อม 6 คนที่ถูกกล่าวหา หรือถ้าเค้าไม่กล้าเผชิญหน้าผมยินดีโฟนอิน เพื่อพิสูจน์ความจริงกันไป