
2 มกราคม 2569 ช่วงนี้สังคมไทยยังให้ความสนใจ และปลื้มใจกับผลงานของพี่น้องทหารไทย จากการปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชา ด้วยการบุกยึดจุดยุทธศาสตร์ และเนินสำคัญที่เคยถูกกัมพูชาครอบครอง กลับคืนมาสู่อธิปไตยไทยได้ เป็นผลงานที่ควรค่าแก่การยกย่อง
ทหารหาญทุกนาย โดยเฉพาะทหารราบ ที่ยอมเสี่ยงตายบุกเข้าพื้นที่ยุทธศาสตร์ มีสนามทุ่นระเบิดวางดักเอาไว้ และยังมีอุโมงค์ ชะง่อนผา คูเลต คอยหลบภัยและใช้กำบังซุ่มยิง เป็นภารกิจที่ยากยิ่ง และต้องอาศัยความกล้า
นายทหารระดับนายพล ที่กำลังได้รับการกล่าวขวัญถึง เพราะเป็นหนึ่งในผู้วางแผน และนำกำลังขึ้นยึดเนินสำคัญด้วยตัวเอง ในหลายสมรภูมิที่ว่ายาก โดยเฉพาะเนิน 350 ปราสาทตาควาย และเนิน 677 ช่องอานม้า และการพาร่าง 2 ทหารกล้า กลับบ้านคือ “ผบ.เด็จ” พลตรี เสด็จ อาคะจักร ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษนำทีม หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษ SOTF มีทั้ง หน่วยรบพิเศษ หน่วยจู่โจม แยกย้ายปฏิบัติการในสมรภูมิต่างๆ เสริมหน่วยรบหลักในพื้นที่ โดยมี พลตรี เสด็จ วางแผนการรบ และนำเข้าตี ในหลายสมรภูมิ ด้วยตนเอง
“ผบ.เด็จ” หรือ พลตรี เสด็จ เป็นเตรียมทหารรุ่น 30 เป็น ผบ.พล.รพศ.1 ต่อจาก พลตรี อินทนนท์ รัตนกาฬ รุ่น 31 ซึ่งเมื่อครั้งเปิดศึกกับกัมพูชารอบแรก ได้นำกำลังพลเข้าตียึดภูมะเขือ กลับมาสู่อ้อมกอดอธิปไตยของไทยได้
ทั้ง พลตรี อินทนนท์ หรือ เสธ.เอิร์ท ที่ปัจจุบันขยับเป็น รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รอง ผบ.นสศ.) กับ ผบ.เด็จ พลตรี เสด็จ ถือเป็นนักรบเต็มตัว โดยเฉพาะ พลตรี เสด็จ จบหลักสูตรมนุษย์กบ จึงไม่แปลกที่จะนำกำลังขึ้นเนินสูงระดับ 677 ได้แบบแข็งแกร่ง จนทหารเขมรครั่นคร้าม และยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยกลับมาได้สำเร็จ
ข่าวการสำรวจพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดน ที่ทหารกัมพูชาเคยยึดครอง พบอุโมงค์ลับ และฐานทหารบางจุดเจอถุงยางอนามัย ยกทรงผู้หญิงเกลื่อน จนเกิดคำถามว่า เป็นฮาเร็ม หรือสนามรบกันแน่นั้น
เรื่องนี้สะท้อน “หลักนิยมทางทหาร” และ “รูปแบบการรบ” ตลอดจน “การจัดวางกำลัง” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา
แหล่งข่าวจากกองทัพบก ซึ่งเป็นทหารหน้าแนว เคยคุมกำลังปฏิบัติการในสมรภูมิหลายแห่ง เล่าให้ฟังว่า หลักนิยมของทหารกัมพูชา กับทหารไทย แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.BHQ เป็นทหารเมือง คล้ายๆ “รบพิเศษ” ของไทย เป็นทหารที่ผู้มีอำนาจ “รีครูท” เข้ามา แล้วผ่านหลักสูตรการฝึก เมื่อฝึกจบจะมีเครื่องแบบ มีหลักนิยมและยุทธวิธีในการรบแบบสากล
**แต่ BHQ มักถูกใช้ในภารกิจดูแลความปลอดภัยของ “ตระกูลฮุน” เป็นหลัก ทำให้ไม่เชี่ยวชาญการรบในสนามจริง หรือหน้าแนว หลายครั้งที่ปะทะกับทหารไทย จึงสูญเสียมาก
2.ทหารบ้าน ซึ่งใช้อดีตทหารเขมรแดงทั้งหมด ประจำอยู่ตามแนวชายแดนทุกด้าน โดยเฉพาะด้านที่ติดกับไทย
กิจวัตรประจำวันและการวางกำลังของทหารเหล่านี้ มีลักษณะเป็น “ทหารบ้าน” เต็มตัว กล่าวคือ
- อยู่ติดพื้นที่ เป็นทหารบ้าน เพราะมีบ้านอยู่หน้าแนว หรือใกล้ๆ แนวชายแดน
- พาลูกเมียมาอยู่ในฐานได้
- บางพื้นที่ที่ห่างไกล หรือหน้าแนว อาจไม่มีการตั้งฐานอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ก็ใช้วิธีปรับพื้นที่เป็นบังเกอร์ ขุดคูเลต หลุมเพลาะ และปรับแต่งพื้นที่เป็นอุโมงค์ใต้ดิน หรือต่อเติมชะง่อนผา เพื่อใช้เป็นที่กำบัง
**บางจุดปรับพื้นที่ให้เป็นบ้าน และพักอาศัยได้ จึงพาภรรยาไปพักด้วยได้ ทหารเขมรไม่ถือเรื่องนี้ ผิดกับทหารไทย
- ทหารเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่มีเงินเดือน หรือมีน้อยมาก จึงต้องทำมาหากิน ทำสวน ทำไร่บริเวณนั้นเลย
**เป็นนโยบายของ ฮุนเซน และผู้มีอำนาจในกัมพูชา ให้เสรีทหารในการหักร้างถางพง ทำสวน ทำไร่ เหมือนเป็นเจ้าของที่ดินเอง
- นโยบายแบบนี้ทำตลอดแนวชายแดน ทุกพื้นที่เหมือนกันหมด ตั้งแต่ด้านอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ไปจนถึงสระแก้ว จันทบุรี ตราด บางคนอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี บางราย 30 ปี
- ทหารกัมพูชาที่เป็นอดีตเขมรแดง ไม่มีเกษียณ เป็นทหารจนตาย
ข้อดี : ทหารเหล่านี้จะอยู่ติดพื้นที่ มีความเชี่ยวชาญพื้นที่อย่างมาก รบแบบกองโจรได้ดี ขวัญกำลังใจดี และพร้อมสู้ตาย เพราะเป็นบ้านของตัวเอง
ข้อเสีย : ไม่มีวินัย ประมาท และนำผู้หญิงกับเด็กมาอยู่ปะปน ทำให้ตกอยู่ในอันตราย ท่ามกลางความรุนแรง
- วัฒนธรรมและความเชื่อของทหารไทย คือ ไม่ให้พาผู้หญิงเข้าไปในฐานทหาร
- เป็นความเชื่อเหมือนไม่ให้ “ผู้หญิงขึ้นเวทีมวย”
- แต่อีกด้านก็เป็นกุศโลบาย ไม่ให้มีปัญหาประมาทเลินเล่อ หรือทะเลากันเรื่องผู้หญิง
- การวางกำลังของทหารไทย ไม่ต้องการให้ทหารคนใด หรือหน่วยไหนอยู่ติดพื้นที่นานๆ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นมาเฟียประจำพื้นที่ เช่น มีผลประโยชน์ลากไม้เข้าพื้นที่ หรือเกี่ยวกับกับบ่อนการพนัน การขนคนข้ามแดน
**หลักการ ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเป็นมาเฟีย นโยบายของกองทัพจึงมีการหมุนเวียน อาจจะทุก 6 เดือน ทุก 1 ปี หรือนานที่สุด 3 ปี
- กำลังหลัก ในยามปกติ ใช้ ทหารพราน กับ ตชด. เป็นชั้นนอก ลักษณะเหมือน “ทหารประจำถิ่น” แม้แต่กองทัพเรือ ก็มีทหารพรานนาวิกโยธิน แต่ถึงกระน้้นก็ไม่อนุญาตให้อยู่ติดพื้นที่นานๆ ต้องหมุนไปเรื่่อยๆ ตามแนวชายแดนจังหวัดต่างๆ อาจจะใช้เวลา 3-4 ปี จึงจะวนกลับมาพื้นที่เดิมอีกครั้่ง
- เมื่อเกิดสงคราม หรือการสู้รบ ทหารหลักจะเข้าพื้นที่แทน (เหมือนขณะนี้) ส่วนทหารพราน กับ ตชด.จะถอยเป็นกองหนุน
ข้อดี : มีวินัยมากกว่า ได้รับการฝึกทบทวน ฝึกผสม มีผลัดพัก ได้ลากลับบ้าน
ข้อเสีย : ความเชี่ยวชาญพื้นที่น้อยกว่าทหารเขมร