สมรภูมิเลือด 2568 ศึกไทย-กัมพูชา ที่รุนแรงสุดในทศวรรษ
29 ธ.ค. 2568

วิกฤตชายแดน "ไทย-กัมพูชา” รุนแรงสุดในรอบทศวรรษ ย้อนรอยไทม์ไลน์การยึดคืนจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ข่าว
29 ธ.ค. 2568

วิกฤตชายแดน "ไทย-กัมพูชา” รุนแรงสุดในรอบทศวรรษ ย้อนรอยไทม์ไลน์การยึดคืนจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ปี พ.ศ. 2568 ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด วิกฤตการณ์ชายแดนที่เริ่มต้นจาก "เส้นบนกระดาษ" ในยุคอาณานิคม ได้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงปืนใหญ่และรอยเลือดบนสมรภูมิรบสมัยใหม่ที่ยืดเยื้อและรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
และนี่ไม่ใช่แค่การกระทบกระทั่ง แต่เป็นการสู้รบที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ความซับซ้อน และแฝงไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่คาดคิด
จุดเริ่มต้นของวิกฤต
ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้น เป็นผลพวงของปัญหาที่สั่งสมมานานและการยั่วยุอย่างเป็นระบบ นำไปสู่จุดแตกหักที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แม้รากเหง้าของปัญหาชายแดนจะมาจากความขัดแย้งเรื่องแผนที่คนละฉบับมาอย่างยาวนาน โดยกัมพูชายึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น ขณะที่ไทยยึดถือแผนที่ 1:50,000 ตามสภาพภูมิประเทศจริง แต่ชนวนเหตุที่แท้จริงของการปะทะครั้งใหญ่นี้กลับซับซ้อนกว่านั้นมาก
โดยในช่วงต้นปี 2568 ฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการยั่วยุหลายครั้ง ซึ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างจงใจและเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่
เมื่ออธิปไตยถูกละเมิด
จุดเปลี่ยนที่ผลักดันให้สถานการณ์เข้าสู่การสู้รบเต็มรูปแบบ คือการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง เมื่อทหารไทยเหยียบ "ทุ่นระเบิด" ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในดินแดนไทยถึง 2 ครั้งซ้อน ในวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้กลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ทำให้กองทัพไทยประกาศใช้แผนเผชิญเหตุ และปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบเพื่อปกป้องอธิปไตย
เปิดฉากสมรภูมิเดือด 2 รอบ
การสู้รบเกิดขึ้น 2 ช่วงเวลาสำคัญ มีการปะทะกันอย่างหนักหน่วงในหลายพื้นที่ยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดน
การปะทะรอบแรก (24–28 กรกฎาคม 2568)
การสู้รบเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีการปะทะอย่างรุนแรงในพื้นที่สำคัญ เช่น ภูมะเขือ, ปราสาทตาเมือนธม, และช่องบก การสู้รบดำเนินไปจนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 กระทั่งมีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยาน
ซึ่งมีการหยุดยิงตั้งแต่ 24.00 น. แต่กัมพูชาสามารถเข้ายึดครองปราสาทตาควาย และใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร
การปะทะรอบที่สอง (เริ่มต้น 7 ธันวาคม 2568)
สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดสูญเสียขาเป็นรายที่ 7 ทำให้เกิดการปะทะระลอกใหม่ที่ยืดเยื้อกว่า 20 วัน และการสู้รบยุติลงชั่วคราวหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นำไปสู่การหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 12.00 น.
อย่างไรก็ตาม หลังการปะทะทั้งสองรอบ กองทัพไทยสามารถยึดคืนและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งได้สำเร็จ ส่งผลต่อความได้เปรียบทางทหารในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเนินสูง:
◦ เนิน 225 (ทางตะวันตกของปราสาทตาควาย)
◦ เนิน 677 (ช่องอานม้า)
◦ เนิน 350 (ในแนวปราสาทตาควาย)
พื้นที่และเส้นทางสำคัญที่ถูกควบคุม:
◦ บ้านคลองแผง และ บ้านหนองจาน
◦ ภูมะเขือ
◦ ช่องคานม้า (เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของกัมพูชา)
◦ ช่องคนา และ ช่องระยี-ปลดต่าง
การทำลายฐานปฏิบัติการ
◦ ทำลายฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ฝั่งปอยเปต
◦ ยึดกาสิโนทมอดา ทำลายฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์ชายแดน จ.ตราด
พร้อมกับบ้าน 3 หลัง บริเวณบ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำเข้ามาอยู่ในเขตดินแดนของประเทศไทย
โศกนาฏกรรมพลเรือน-มิติใหม่ของสงคราม
ระหว่างการสู้รบไทยกับกัมพูชา กองกำลังกัมพูชาได้ใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงถล่มชุมชนพลเรือนของไทยอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
เช่น การโจมตี สถานีบริการน้ำมัน ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตทันที 9 ราย , การยิง BM-21 ใส่โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติฯ และพื้นที่ชุมชนอื่นๆ อีกหลายแห่ง
ขณะที่การตอบโต้ของไทย ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 เป็นไปตามยุทธศาสตร์ตอบโต้ทางทหารที่มุ่งเป้าทำลายขีดความสามารถทางการทหารของฝ่ายตรงข้าม เพื่อจำกัดวงความเสียหายและปกป้องอธิปไตย
ความแตกต่างในแนวทางปฏิบัติการนี้ได้ฉายภาพความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์และจริยธรรมของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน
เทคโนโลยีในสนามรบและสงครามไซเบอร์
ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนของสงครามยุคใหม่ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ อาทิ
เศรษฐกิจหมื่นล้านที่หายวับ
นอกเหนือจากความสูญเสียในสนามรบแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นแทบจะในทันที เช่น การค้าชายแดน ที่มีการประเมินว่า สูญเสียไปหลายหมื่นล้านบาท เฉพาะการส่งออกที่หายไป คาดว่าสูงถึง 7.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่และธุรกิจของผู้คนนับไม่ถ้วนที่พึ่งพารายได้จากเศรษฐกิจชายแดน
ท้ายที่สุดคือราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต จากข้อมูล ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ฝ่ายไทยสูญเสียทหาร 26 นาย และพลเรือนสูญเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม 45 ราย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีการคาดการณ์ว่ามีทหารเสียชีวิตมากกว่า 500 นาย
ข่าวล่าสุด