นโยบายที่สำคัญอีกประการคือเรื่อง สวัสดิการของสภาทนายความที่จะต้องต่อยอดพัฒามากขึ้นตามลำดับ หลักการคือเราต้องวิวัฒน์เรื่องสวัสดิการเพื่อให้ทนายความทุกคนเข้าถึงในด้านสวัสดิการ สภาทนายความต้องเป็นที่พึ่งของทนายความในเรื่องนี้ในทุกช่องทางอย่างทั่วถึง โดยการหาเงินเพิ่มเติมซึ่งทิศทาง3ปีที่ผ่านมามีทิศทางที่ดีเพราะในปีแรกที่เราเข้ามาบริหารในปี15 ก.ย.2565 งบการเงินของสภาทนายความในปีนั้นสภาทนายความติดลบอยู่ 26 ล้านบาทพอผมกับคณะเข้ามาบริหารปี2566 งบประมาณของเราบวกอยู่4ล้าน ปี2567บวกอยู่ 7 ล้านบาท มันทำให้เรามีโอกาสจ่ายเงินด้านสวัสดิการให้แก่ทนายความมากขึ้น ถ้าเราได้เข้ามาอีกรอบก็เชื่อว่าแนวทางในการจัดหาเงินจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี และจะนำไปสู่การช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่ทนายความไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตหรือได้รับภัยภิบัติต่างๆไม่ว่าจะน้ำท่วม ไฟไหม้ พายุพัดต้นไม่ทับหลังคา ทรัพย์สินเสียหาย น้ำท่วมปีที่แล้วเราก็ช่วยเยอะปีนี้ก็คาดจะท่วมอีก เราจะเอางบมาช่วยเหลือทนายความ เพราะงบในส่วนนี้คณะกรรมการสภาทนายความจะต้องจัดหาเอง รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนเลย
อยากฝากถึงผู้ประกอบวิชาชีพทนายความทุกท่านให้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ขอให้ทุกท่านย้อนดูเเละพิสูจน์การทำงานของคณะกรรมการสภาทนายความชุดต่างๆ ที่ผ่านมากับชุดของตน ซึ่งกำลังจะหมดวาระ ได้กระทำการเพื่อสนองต่อนโยบายต่อความต้องการของพี่น้องทนายความและประชาชนได้มากกว่าชุดอื่นหรือไม่ ขอให้ช่วยพิจารณาและให้โอกาสคณะของตนได้เข้ามาบริหารองค์กรอีกครั้ง ซึ่งการเข้ามาครั้งหน้าจะทำให้ปัญหาเก่าน้อยลงและมีกำลังขับเคลื่อนในเรื่องใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การวิชาชีพ ผดุงเกียรติวิชาชีพที่ต้องดำรงไว้ตลอดไป
“3 ปีที่ผ่านมาเป็นการเเก้ปัญหาที่หมักหมมมาช้านาน 3 ปีข้างหน้าเป็นเรื่องที่จะต้องวิวัฒพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืนอย่างมีศักดิ์ศรีและเกียรติคุณ เพื่อการให้บริการทางด้านกฎหมายเเก่ประชาชน เเละการเสริมสร้างสวัสดิการด้านต่างๆให้เเก่ทนายความ” ดร.วิเชียรระบุ