ถามต่อว่าในคดีวินัยหรือคดีอาญาของอดีต รอง ผบ.ตร.ตอนนี้ที่กำลังดำเนินการอยู่จะมีผลกระทบต่อคดี ที่อยู่ในศาลปกครองสูงสุด เเละสามารถนำความคืบหน้ามายื่นเพิ่มได้หรือไม่
รองประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า ศาลปกครองมีอำนาจในคดีคำสั่งทางปกครอง เช่นคดีการลงโทษทางวินัย คดีการให้ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีอาญาซึ่งมีโทษจำคุกไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในเวลานี้เป็นคดีให้ออกจากราชการไว้ก่อนคดีเดียว แต่ถ้าต่อไปมีคดีสั่งให้ออกซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็สามารถนำมาฟ้องเพิ่มเติมเป็นอีกคดี ศาลก็จะดูเงื่อนไขการฟ้องและเนื้อหาคดีต่อไป ซึ่งในส่วนคดีปกครองกับคดีอาญาก็จะเป็นคดีที่คู่กันมาเสมอ โดยเฉพาะเรื่อง ปปช.ชี้มูล ทำให้อาจจะมีคดีอาญาปะปนอยู่ด้วยซึ่งศาลปกครอง ก็ไม่ละเลยที่จะดูคดีอาญา และผลของคดีในส่วนอาญาที่ศาลตัดสินไว้แล้ว แต่ศาลปกครองก็มีดุลพินิจที่จะรับฟังพยานหลักฐาน โดยไม่ผูกพันกับคดีอาญานั้น แต่ก็จะเอามาประกอบ ไม่ได้ละทิ้งแต่ต้องมีคู่กรณีนำเสนอมาให้ศาลได้เห็น
เมื่อถามว่าคดีนี้ศาลมีความหนักใจบ้างหรือไม่เนื่องจากในชั้นคุ้มครองชั่วคราวความเห็นขององค์คณะที่มีกระเเสข่าวหลุดมาก่อนเเละสุดท้ายมีความเห็นขัดกันกับมติของที่ประชุมใหญ่
นายประวิตร กล่าวว่า การทำงานของศาลจะว่ายากก็ยาก ไม่ยากก็ไม่ยาก แต่ใช้เสียงข้างมากตัดสิน ไม่ว่าจะในองค์คณะหรือที่ประชุมใหญ่ก็ใช้เสียงข้างมากตัดสิน ก็ไม่มีอะไรหนักใจ ส่วนเรื่องที่โดนกลับความเห็นมองว่าการเป็นตุลาการ ก็ต้องยึดมั่นในความเห็นตัวเองแต่ขณะเดียวกัน เพราะต้องยอมรับเสียงข้างมาก ตุลาการทุกคนจะต้องเจอแบบนี้มีการแสดงความเห็นไปแต่เจอเสียงข้างมาก ก็ต้องจบตามเสียงข้างมาก ถ้าหนักใจก็คงหนักตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ๆแล้ว
ซักต่อว่า สุดท้ายเเล้วคำวิจฉัยคดีหลักจะต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่ หรือต้องใช้เงื่อนไขเดียวกันหรือไม่
รองประธานศาลปกครองสูงสุด ตอบว่า อาจจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ แล้วแต่ประธานศาลปกครองสูงสุด คดีนี้รอบแรกในเรื่องวิธีการชั่วคราวมีการนำเข้าที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว แต่ว่าเมื่อลงในเนื้อหาว่าคำสั่งให้ออกจากราชการชอบหรือไม่ ยังไม่ทราบว่าจะต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่หรือไม่ เป็นดุลพินิจของประธานสำสูงสุด หลักกฏหมายใช้คำว่าประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นสมควร แต่ในทางปฏิบัติก็จะเห็นว่าเป็นคดีสำคัญ มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ทุนทรัพย์สูงประชาชนให้ความสนใจ ก็จะใช้เหตุต่างๆเหล่านี้