เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดเหตุผล ศาลตัดสินจำคุก 130 ปี คดีทุจริตพาณิชย์อุบลฯ ทำไมรอลงอาญา

04 มี.ค. 2568 | katatep_lue

เปิดเหตุผล ศาลตัดสินจำคุก 130 ปี คดีทุจริตพาณิชย์อุบลฯ ทำไมรอลงอาญา

ศาลยุติธรรม แจงยิบ ศาลอาญาคดีทุจริต ภ.3 ตัดสินจำคุกจำเลย 130 ปี "คดีทุจริตพาณิชย์อุบลฯ" ทำไมถึงรอลงอาญา พร้อมยกข้อกฎหมายอธิบายชัด เหตุผลเป็นแบบนี้

4 มีนาคม 2568 นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีปรากฏข้อมูลในสื่อโซเชียลมีเดียว่า มีการยื่นฟ้อง อดีตพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี กับพวกรวม 10 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 เป็นคดีทุจริต 26 โครงการ ซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกกว่า 130 ปี แต่รอการลงโทษ ทำให้จำเลยกับพวกไม่ต้องรับโทษจำคุก ทั้งที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าร่ำรวยผิดปกติและใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง จนถูกไล่ออกจากราชการ ว่า คดีนี้อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานีคนดังกล่าว ขณะเกิดเหตุเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจำเลยที่ 1 พร้อมกับจำเลยที่ 2-10 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ล้วนเป็นนิติบุคคลและบริวารผู้ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 และร่วมกับจำเลยที่ 1 จัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัดเพื่อยื่นประมูลงานจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า งานประชาสัมพันธ์ และงานอื่น ๆ ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งหน่วยงานราชการอื่นๆ ในลักษณะสมยอมราคากันรวม 26 สัญญา โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวไม่ได้มีวัสดุอุปกรณ์จัดสถานที่ ไม่มีอุปกรณ์จัดแสงสีเสียง ไม่มีอุปกรณ์เพื่อการแสดงและไม่มีลูกจ้างหรือทีมงานที่จะใช้จัดงานโดยตรง

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86,91,151,157,264,268 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 123/1  พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172  พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ มาตรา 4,7,10-12 และขอให้นับโทษต่อสำหรับจำเลยบางราย

เปิดเหตุผล ศาลตัดสินจำคุก 130 ปี คดีทุจริตพาณิชย์อุบลฯ ทำไมรอลงอาญา

จำเลยทั้ง 10 ให้การรับสารภาพ แต่เนื่องจากเป็นความผิดที่มีกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป โจทก์จึงนำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพ ตามข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า จำเลยที่ 1 วางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี 3,448,250 บาท ส่วนจำเลยที่ 2,3 วางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี คนละ1,725,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,898,250 บาท

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 รับฟังคำรับสารภาพของจำเลยทั้ง 10  ประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง รวม 26 สัญญา (26กรรม/กระทง) ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี 3 เดือน และปรับกระทงละ 102,000 บาท 

รวมจำคุก 130 ปี 78 เดือน และปรับ 2,652,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 65 ปี 39 เดือน และปรับ 1,326,000 บาท โดยในกรณีกระทำความผิดหลายกระทง หากกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี ขึ้นไป ให้จำคุกไม่เกิน 50 ปี จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) 

เปิดเหตุผล ศาลตัดสินจำคุก 130 ปี คดีทุจริตพาณิชย์อุบลฯ ทำไมรอลงอาญา

ส่วนจำเลยที่ 2-10 ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงระวางโทษลดหลั่นกันไปตามจำนวนกรรมและวาระที่กระทำความผิด

ในการพิจารณาว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยทั้งสิบหรือไม่ 

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 พิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนคดี และคำนึงถึงหลายปัจจัย ได้แก่ การรู้สำนึกในการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ความถูกต้องครบถ้วนในการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลย ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการภายหลังการเข้าทำสัญญาของจำเลย การได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิด ความพยายามบรรเทาผลร้ายโดยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี 

พฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดี ประวัติของจำเลย และโอกาสในการแก้ไขปรับปรุงตนเองให้เป็นพลเมืองดีในอนาคต โดยเมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดนี้แล้ว จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำเลยไว้คนละ 5 ปี แต่เพื่อให้หลาบจำ เห็นควรวางโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติอย่างเคร่งครัดมีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยทุกคนไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ 

ให้จำเลยทุกคนทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลาคนละ 72 ชั่วโมง และให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก หากจำเลยผิดเงื่อนไขให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลเพื่อเปลี่ยนโทษจำคุกที่รอไว้เป็นโทษจำคุกทันที 

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 แล้ว โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 24 มี.ค. 2568 กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะพิจารณายื่นอุทธรณ์หรือไม่ ต่อไป

 นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม


นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม ยังอธิบายต่อไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การ "รอการลงโทษ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ไว้ ดังนี้

1.การจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำเลยรายใด อันดับแรกจะต้องพิจารณาก่อนว่า คดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี หรือไม่ หากโทษที่ศาลจะลงแก่จำเลยมีกำหนดเกินกว่า 5 ปี ย่อมไม่สามารถใช้ดุลพินิจรอการลงโทษได้ แต่หากโทษที่ศาลจะลงแก่จำเลยมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี ศาลย่อมมีดุลพินิจพิจารณาต่อไปว่าจะรอการลงโทษหรือไม่ โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จำเลยต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือ หากเคยรับโทษจำคุกมาก่อนต้องเป็นกรณีที่เป็นการกระทำโดยประมาท หรือลหุโทษ หรือโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ หากเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พ้นโทษมาแล้วเกินกว่า 5 ปี แล้วมากระทำผิดอีก  โดยความผิดครั้งหลังเป็นการกระทำโดยประมาท หรือลหุโทษ จึงจะอยู่ในเงื่อนไขที่รอการลงโทษได้

2.ในกรณีคดีที่เป็นข่าวนี้ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ และศาลจะเรียงกระทงลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งหากต้องพิจารณาว่าจะรอการลงโทษจำเลยได้หรือไม่ จะต้องแยกพิจารณาโทษที่ศาลจะลงแก่จำเลยจริงๆ เป็นรายกระทงความผิดไปหากมีเหตุบรรเทาโทษก็ให้พิจารณาลดโทษรายกระทงให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะนำมาพิจารณาว่าโทษจำคุกแต่ละกระทงมีกำหนดเกิน 5 ปี หรือไม่

เช่นในคดีนี้ ศาลจะลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 26 กระทง กระทงละ 5 ปี 3 เดือน โดยศาลลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น จึงเท่ากับว่าในแต่ละกระทงคงลงโทษกระทงลง 2 ปี 7 เดือน 15 วัน ซึ่งไม่เกิน 5 ปี จึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษได้ทุกกระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1594 /2523, 7892524, 1102/2525 

3.แม้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษได้ แต่ก่อนที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ก็วางหลักเกณฑ์ให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอีกหลากหลายปัจจัย เช่น อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกผิด และการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปราณี ดังนั้น ศาลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ปรากฏในสำนวนคดีประกอบกันก่อนใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าจะรอการลงโทษให้แก่จำเลยรายใดหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาจากปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดเป็นการเฉพาะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้มีการถูกนำมาวิพากวิจารณ์เปรียบเทียบกับคดีที่ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางพิพากษาลงโทษจำคุก น.ส.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีความผิดฐานกลั่นแกล้ง "ทรู ดิจิทัล" โทษจำคุก 2 ปี เเต่ไม่รอลงอาญา

ข่าวล่าสุด