โดยจากพฤติการณ์เห็นได้ว่า ผู้ถูกจับกุมมีเจตนาขับขี่รถไล่เฉี่ยวชนผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา" จากนั้นได้ทำการตรวจยึดรถยนต์ของผู้ถูกจับกุมไว้เป็นของกลาง และนำตัวผู้ถูกจับกุมพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
แต่จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น ขณะเกิดเหตุนั้น ผู้ต้องหาได้ขับรถไล่ตามนายฤทธิศักดิ์ ในลักษณะที่ใช้ความเร็วสูง ในลักษณะไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่น ซึ่งระหว่างนั้นมีประชาชนทั้งไปใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการกระทำดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่ผู้อื่น พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมให้ผู้ต้องหาทราบว่า "ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น"
การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา" และ ขับรถโดยไม่คำนึ่งถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 มีอัตราโทษ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี, พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ ) พ.ศ.2565 มาตรา 43 (8) อัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันถึงสองหมื่นบาท
ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การ "ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา" โดยพนักงานสอบสวนและญาติของผู้ตายคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวเนื่องจากอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ญาติของนายเสรีได้เดินทางมายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 600,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมให้ติดกำไล EM โดยให้ทำสัญญาประกัน หากผิดสัญญาให้ปรับเป็นเงิน 600,000 บาท โดยศาลได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วย
เมียไรเดอร์กังวลคู่กรณีได้ประกัน ลั่นขอสู้ทวงความเป็นธรรมให้สามีถึงที่สุด
ขณะที่ นางสาวสายใจ ภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยภายหลังทราบข่าวศาลอนุญาตให้ประกันตัวนายเสรี ผู้ก่อเหตุ ว่า
“ถ้าเป็นที่ศาลพิจารณาออกมาแล้ว เราก็แย้งอะไรไม่ได้ ขนาดเรายื่นค้านประกันไปแล้ว เราจะไปสู้อะไรได้” ยอมรับว่า ตัวเองมีความกังวลใจแน่นอน เพราะแค่นี้ก็รู้แล้วว่าคนมีเงินมันยิ่งใหญ่อยู่แล้ว เธอก็กลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและกลัวว่าคดีมันจะเปลี่ยนไปหมด เขาได้ประกันตัวออกมาแล้ว คงเดินลอยหน้าลอยตาแล้วป่านนี้
ภรรยาของผู้เสียชีวิต ยังยืนยันว่า เธอจะสู้ให้ถึงที่สุด แม้จะไม่มีทนาย ไม่มีเงิน ต้องดิ้นรน แต่เชื่อว่าถ้ามีสื่อช่วยนำเสนอข่าว ก็จะได้รับความยุติธรรม โดยเขาเองมีทุกอย่างที่จะสู้ แต่ถ้ามองเรื่องของความเป็นมนุษย์ เขาทำผิดแล้วสำนึกผิด จะมารดน้ำศพ เราก็จะปล่อยให้เขาเข้ามาได้ แต่ในใจเธอไม่ขออโหสิกรรมให้
เบื้องต้นมีเพียงพ่อเขาที่ประสานเข้ามาช่วยเหลือ ตัวคู่กรณีมีโอกาสเจอเมื่อเช้าที่ สน. ลุมพินี ซึ่งก็ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งเธอมองว่าเจ้าตัวควรรับผิดชอบเอง ไม่ใช่ให้พ่อมารับผิดชอบแทน / ส่วนถ้าคู่กรณีมา ก็จะคุยกับกลุ่มไรเดอร์ ขอความร่วมมือไม่อยากให้มีเรื่องความรุนแรงเกิดขึ้นในงาน สามีเธอก็ได้เสียไปแล้ว อยากให้เขาไปสบาย