ขณะที่ ”นางช่วย” ผู้เสียหาย เผยว่า วันเกิดเหตุ นางหญิง (ผู้ต้องสงสัย) ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ของตน ได้ชักชวนให้ตนไปร้านตัดผม จากนั้นก็ได้มีการให้ตนดื่มน้ำอัดลม และด้วยความที่ตนกระหายน้ำ และไม่ได้เอะใจอะไร จึงดื่มเข้าไปได้ประมาณครึ่งแก้ว กระทั่งตนหมดสติล้มลง ก่อนหน้านี้ตนมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย แต่พอโดนยาตัวนี้ไป ตอนนั้นร่างกายของตนแย่ไปหมด ไม่ปกติ หมดแรงง่าย
สำหรับผู้ต้องสงสัย ตนยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ผู้ต้องสงสัยเคยมายืมเงินตน เป็นจำนวนเงิน 5 หมื่นบาท และทองอีก 1 บาท ซึ่งตนก็เคยทักทวงเรื่องหนี้มาสักระยะหนึ่ง แต่ทางลูกสะใภ้ก็บอกว่า ไม่มีเงินให้ และได้ให้เงินตนมาเพียง 500 บาท
ด้าน น.ส.ยุภาภรณ์ ลูกสาวผู้เสียชีวิต เผยว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา นางหญิง (ผู้ต้องสงสัย) ได้ชักชวนให้แม่ตนไปเยี่ยม ”ยายช่วย” ที่โรงพยาบาล ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินทางกลับบ้าน ผู้ต้องสงสัยได้ซื้อน้ำให้แม่ตนดื่ม ตนไม่ทราบว่าดื่มไปมากน้อยแค่ไหน จากนั้นแม่ก็หมดสติ ก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ 11 - 12 วัน กระทั่งเสียชีวิต ในวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ยืนยันว่า แม่ของตนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวแต่อย่างใด และเท่าที่ทราบก่อนหน้านี้ ผู้ต้องสงสัยก็เคยมีการยืมเงินแม่และยายของตน เป็นจำนวนเงินรวมกันหลายหมื่นบาท
นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นว่า หลังจากที่แม่เสียชีวิต สร้อยทองจำนวน 3 บาท และเงิน 10,000 บาทของแม่ก็หายไป ซึ่งทรัพย์สินในส่วนนี้แม่พกไปในวันเกิดเหตุ ก่อนที่จะหมดสติและนำตัวส่งโรงพยาบาล
สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ทางแพทย์ยังไม่ได้มีการแจ้งชัดเจนว่า เสียชีวิตจากสาเหตุใด หลังจากนี้จะต้องให้ทางเจ้าที่ตำรวจ เป็นคนไปดำเนินการขอเอกสารในเรื่องชันสูตรพลิกศพของแม่ตน หลังเกิดเหตุตนได้มีการไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เกาะเปริด จ.จันทบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ
ด้าน ดร.ธนกฤต กล่าวว่า กรณีนี้ นายเอกภพ ได้ประสานมาว่า มีลักษณะคล้ายกับ 'แอม ไซยาไนด์' เกี่ยวกับเรื่องการถูกวางยา ซึ่งตนขอให้ตรวจสอบให้ชัดเจนกว่านี้ และขณะนี้พบสิ่งที่ไม่เป็นปกติว่า มีสารบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย แต่ตนขอรอเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ โดยเรื่องนี้มี 2 ส่วนคือ มีคนเสียชีวิตและสารที่พบ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเกิดการเสียชีวิตได้หรือไม่
ทั้งนี้ทราบว่า คุณยายถูกให้ดื่มน้ำอัดลม ที่ผสมสารตัวเดียวกับลูกสาว แต่น่าจะมีปริมาณน้อยจึงทำให้คุณยาย ไม่เกิดผลต่อร่างกายจึงทำให้เกิดการเสียชีวิต และย้ำว่าต้องรอผลการตรวจสอบสารดังกล่าว ซึ่งจะได้ทราบว่าเป็นสารชนิดไหนกันแน่ และในสัปดาห์หน้า น่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งหากการลักลอบนำสารมาใช้จนทำให้เกิดการเสียชีวิต จะทำให้มีโทษฐานฆ่าคนตาย และการใช้สารที่ทำให้คนตายต้องดูว่า มีการไตร่ตรองก่อนหรือไม่ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และอย่างกรณีนี้หากมีการกระทำจริงจะเข้าข่ายพยายามฆ่า
นอกจากนี้ หากเป็นคดีอาญาตำรวจรับเรื่อง ญาติสามารถยื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอรับเงินเยียวยาทั้งกรณีการเสียชีวิต และคุณยายที่ถูกให้ดื่มสาร นอกจากนี้ต้องตำรวจต้องขยายผลเอาผิดว่า เป็นสารต้องห้ามหรือไม่ หากพบว่าผิดกฎหมายต้องมีการดำเนินการ ทั้งผู้ที่จำหน่าย และผู้ที่ซื้อ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะประสานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี และตำรวจเพื่อตรวจสอบแหล่งน้ำในชุมชนด้วย