เมื่อถามว่า คดีนี้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นใคร นายวัชรินทร์ กล่าวว่า คือ พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีตผู้การชลบุรีกับพวก โดยข้อหาที่กลุ่มของผู้ต้องหาชุดของผู้การจังหวัดชลบุรีถูกดําเนินคดี ก็คือเรื่องของการจับกุมที่เป็นการจับกุม "นายเป้" คือมีการเรียกรับเงินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบกับ พ.ร.บ.ป.ป.ช. เเละ พ.ร.บ.อุ้มหาย มาตรา 7 ก็คือมีการจับผู้ต้องหาได้ ต้องนําส่งพนักงานสอบสวนในท้องที่ แต่ถ้าไม่ได้นําส่งก็จะถือว่า มีความผิดตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ชุดของทีมตํารวจชลบุรีโดนข้อนี้
ส่วน "บอย พัทยา" กับ "ต้น พัทยา" ถูกดําเนินคดีในฐานอื่นด้วยก็คือ แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา145 เเละพ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ถือว่า พลเรือนเป็นผู้สนับสนุนเเต่ถือว่าเป็นตัวการร่วมเลย ส่วนผู้ต้องหาอีกชุด เป็นชุดของตํารวจไซเบอร์ เราพิจารณาดูแล้วเป็นความผิดตามมาตรา157 คือการเข้าไปตรวจค้นจับกุมในบ้านของนายเป้ โดยที่ปล่อยให้พลเรือนเข้าไปร่วมในการตรวจค้น เเต่ตํารวจไซเบอร์ 2 คนที่โดนข้อหาดังกล่าว ไม่ได้ตามไปที่จังหวัดชลบุรีด้วย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียกรับ หรือยอมรับจะรับ จึงไม่โดนข้อหาตามมาตรา 149 เเละ พ.ร.บ.อุ้มหาย
เมื่อถามต่อว่า ตำรวจถูกดำเนินคดีจำนวนมากขนาดนี้ มีการสิ่งเต้นคดี หรือมีการข่มขู่ เเละกลัวการถูกปองร้ายหรือไม่ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ไม่มีทาง ตํารวจก็คงเข้าใจว่านี่คือการทํางาน สมมุติว่ามาข่มขู่ชุดเราชุด เเล้วชุดเรากลัวเราถอนตัว ก็ต้องมีชุดใหม่เข้ามาอยู่ดี ส่วนวิ่งเต้นก็คงไม่กล้ามาวิ่งเต้น เพราะว่าที่เขาโดนก็หลายข้อหาแล้ว ถ้าจะมาวิ่งเต้นอีกก็จะโดนข้อหาแถม ส่วนเรื่องกลัวตายตนไม่กลัว เพราะว่าคนเราเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว คดีก่อนหน้านี้เสี่ยงภัยมากกว่านี้ก็ทํามาแล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ลงไปทํามา แล้วเรื่องกลัวตายไม่กลัว ในคดีนี้เราไม่มีการกันใครเป็นพยาน เราพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่จําเป็นต้องกันเป็นพยานเราก็ดําเนินคดีแจ้งข้อหา
เมื่อถามว่าผู้ต้องหา 3 คนที่เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง เพราะเหตุใด รองโฆษกอัยการ ระบุว่า เหตุผลก็คือคนแรกเป็นรองผู้การจังหวัดชลบุรี เขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องตอนเรียกรับไม่ได้ไปร่วมจับกุม แต่เเค่ได้รับผิดชอบโดยอดีตผู้การบอกว่า คนนี้จะเป็นคนดูเรื่องสํานวนให้นะ เรียกว่าเขาเข้ามาทําสํานวนเฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องเลย
ส่วนคนที่สองก็ถูกกล่าวหาเป็นร้อยตํารวจเอก เขาไปตรวจค้นแล้วเขาไม่ได้ไปร่วมถึงจุดที่มีการเรียกรับเงิน แล้วคนที่ 3 เป็นการดำเนินคดีผิดตัว เพราะชุดดําเนินคดีชุดแรกแจ้งว่า เป็นนายนันทวัฒน์ ซึ่งอยู่ในจุดที่มีการกักตัวนายเป้ ปรากฏว่า เราตรวจสอบให้ความเป็นธรรมเต็มที่ เพราะเขาก็ร้องมาว่าเขาไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ เขาบอกพิกัดของเขาก็อยู่ที่อื่น เราก็ให้ความเป็นธรรมไม่ได้จับคนที่ไม่มีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน เราสืบจน 100% เลยเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง
เมื่อถามว่า นายบอยพัทยา ให้สัมภาษณ์ว่าที่โดนคดีนี้เพราะว่า มีนายพลคนดังกลั่นแกล้ง ตรงนี้ได้ให้ถ้อยคำประเด็นนี้ในสำนวนหรือไม่ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนายพลคนดัง นายพลคนดังกล่าวเป็นใครก็ไม่ทราบ มีแต่เขาร้องขอความเป็นธรรมว่า เขาไม่ได้ร่วมกระทําความผิด ซึ่งถ้าเขาโดนกลั่นเเกล้ง ตนก็ยังบอกเลยว่า ยินดีที่จะเอาพยานหลักฐานว่า ใครกลั่นแกล้งอะไรให้เอาเข้ามาสํานวนได้เลย
"ผมใช้คําว่าเปิดกล่องตลอดเวลา ให้เอาหลักฐานมาให้เราเลย สอบอะไรได้ก็สอบ ไปสอบให้ถึงจังหวัดชลบุรีตามที่นายบอยพัทยาอ้าง เราไปสอบให้ ทําครบหมดเลย"
เมื่อถามว่า ที่บอกมั่นใจในหลักฐาน หากสุดท้ายศาลยกฟ้องสามารถทำใจได้หรือไม่ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ทำใจได้เพราะอัยการไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอาคนเข้าคุก อัยการถูกสร้างมาให้ความเป็นธรรมกับคน อัยการไม่ได้เป็นเหมือนอาชีพที่จะต้องไปเข้าข้างผู้ต้องหา หรือว่าเอาเป็นอันตรายไปให้กับผู้ต้องหา อัยการจะดูตามพยานหลักฐานว่า ถ้าพยานหลักฐานถึงใครอีกเราก็ดําเนินคดี แต่สุดท้ายศาลท่านจะยกฟ้องนั้น เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งเราทําใจได้ถ้าเกิดว่ามีการยกฟ้องขึ้นมาอันนั้นเป็นเรื่องปกติ
ด้าน นายวีระ หรือ บอย หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ เปิดเผยว่า ในคดีของตนมองว่า ข้อกฎหมายของประเทศไทยเป็นการกล่าวหาไว้ก่อน แล้วค่อยมาต่อสู้หรือชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งตนส่งเอกสารและพยานหลักฐานไปหมดแล้ว หลังจากนี้ให้เป็นเรื่องของกฎหมาย
"ความจริงก็คือความจริง ส่วนวันนี้ดีใจที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยรอดหมดแล้ว ที่ผ่านมาคนกลุ่มนั้นถูกกลั่นแกล้ง ถูกจับใส่กุญแจมือเข้าห้องขัง ยึดของกลางรวมถึงโทรศัพท์ ถือว่าเป็นวิธีการที่โหดร้าย และตอนนี้ของกลางก็ยังไม่ได้คืน ตำรวจอ้างว่าหายและไม่มีใครติดตามหรือช่วยเหลือคดี"
ยืนยันว่าตนไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เคยแตะตัวนายเป้และไม่เคยกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย เพราะตนเป็นสายลับคอยให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ใครทำเว็บพนันบ้าง ซึ่งข้อมูลที่ให้กับตำรวจตนไม่รู้รายละเอียดเชิงลึก แต่มีการพูดต่อ ๆ กันมา ส่วนตำรวจจะไปสืบสวนวิธีการแบบใดนั้นตนไม่ทราบ แต่ยอมรับว่ามีการไปชี้เป้าที่บ้านจริง แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมจับกุมด้วย ส่วนข้อกล่าวหาที่บอกว่าตนไปล็อบบี้คดี ปฏิเสธว่าไม่มี
ส่วนความสนิทสนมของตนกับนายตำรวจชั้นผูัใหญ่ ยอมรับว่าเคยดูแลนายพลระดับสูง ที่เป็นคนดำเนินคดีกับตน เนื่องจากตนทำธุรกิจท่องเที่ยว จึงมีการอำนวยความสะดวกให้นายพลระดับสูงและพรรคพวกระหว่างท่องเที่ยว แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ลูกน้องใคร และไม่เคยทำหน้าที่พ่อบ้านรับเคลียร์ หรือเคลียร์หน้าเสื่อให้กับใคร