ชี้แจงกรณีจ่ายค่าเครื่องบินให้ เจ้าหน้าที่ปปช.
อีกประเด็นที่ทีมทนายชี้แจงคือ การซื้อตั๋วเครื่องบิน ที่ถูกอ้างว่าซื้อให้กับ เจ้าหน้าที่ ปปช. เพื่อให้ดูว่ามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ปปช. โดยทางทีมทนายตรวจสอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ปรากฎว่า การซื้อตั๋วเครื่องบินนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 11 มีนาคม 2565 โดยมีการโอนเงินจากบัญชีที่เป็นปัญหา ให้กับผู้ประกอบการ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นการซื้อตั๋วเครื่องบินจำนวน 13,100 บาท
การซื้อตั๋วเครื่องบินดังกล่าวของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ลูกน้องคนสนิท กับครอบครัวรวม 3 คน มีภรรยาและบุตร เดินทางจากกรุงเทพไปหาดใหญ่ โดยมีชื่อ พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นผู้เดินทางจริงร่วมกับภรรยาและบุตร ซื้อตั๋วผ่านเอเจนซี่ โดยเดินทางกลับพร้อมกันทั้งหมดวันที่ 13 มี.ค. ราคาตั๋วรวม 13,100 บาท จริง
การซื้อตั๋วมีการพูดคุยผ่านไลน์ ระหว่าง คริษฐ์ กับตัวแทนจำหน่าย รายละเอียดการสนทนามีอยู่ การพยายามใช้ข้อมูลแบบนี้เพื่อใช้โจมตี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งที่เป็นการซื้อตั๋วของคริษฐ์และครอบครัว ไม่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ปปช. แต่อย่างใด
ทีมทนายมองว่า จำเป็นให้ความจริงปรากฎ เพราะมีการให้ข้อมูลบิดเบือน ส่งผลเสียกับ ปปช. ทำให้เสื่อมเสียเชื่อเสียง อาจเป็นการให้ข่าวไปทำนองให้เชื่อว่า ปปช.ไม่มีความชอบธรรมในการไต่สวน หรือทำคดีนี้
"อย่ามาโยงเพื่อให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เสียหาย ลดทอนความน่าเชื่อถือท่าน ถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างแน่นอน หรือนี่เป็นการทำคดีแบบ อินทรีย์เลือกเหยื่อ"
เปิดเส้นทางเงิน "BNK Master" โยงบิ๊กตำรวจ "พล.ต.ต."
ทีมทนายของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เปิดเส้นทางการเงินสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ "น.ส.พิมพ์วิไล หรือแหม่ม ผู้บริหารเว็บพนัน BNK Master" เชื่อมโยง “บิ๊กตำรวจใหญ่” ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และครอบครัว รวมถึงกองบัญชาการ ที่รับผิดชอบโดยตรงกับพนันออนไลน์
ทีมทนายความตั้งข้อสงสัยว่า การออกหมายจับเส้นทางการเงินของ "พิมพ์วิไล" ผู้บริหารเว็บพนัน BNK Master ดำเนินการเฉพาะบางคนเท่านั้น โดยได้เปิดเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับตำรวจมากถึง 34 เส้นทาง ตั้งแต่ยศดาบตำรวจ ไปจนถึง "พล.ต.ต." ซึ่งเป็นบัญชีเดียวกันกับที่พนักงานสอบสวนพยายามโดยถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ทีมทนาย มีการเปิดเส้นทางการเงินเกี่ยวพันกับตำรวจ 34 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
- กลุ่มแรก ลำดับที่ 1-4 เป็นกลุ่มที่มีการดำเนินการขยายผล มีออกหมายจับและจับกุมแล้ว
- กลุ่มที่ 2 ลำดับที่ 5-34
สำหรับ กลุ่มแรกนั้น แบ่งเป็น
- 1. นาย พ. ออกหมายจับและจับกุมตัวแล้ว โยงถึงตำรวจ 4 คนเส้นทางเงิน 9.25 ล้านบาท
- 2. นาย จ. ออกหมายจับ อยู่ระหว่างหลบหนี โยงถึงตำรวจ 1 คน
- 3. นาย ค. สนิทสนมกับ รอง ฟ. ยังไม่มีการดำเนอินคดีใดๆ มีความเกี่ยวข้องกับผู้สื่อข่าว ตำรวจหลายหน่ย และญาติของผู้บังคับบัญชาระดับสูง โยงเส้นทางการเงิน 6.1 ล้านบาท
- 4. นาย อ. และ ดาบ ย. ยังไม่มีการดำเนอินคดีใดๆ โยงเส้นทางการเงิน 27 ล้านบาท
ทีมทนายแถลงว่า เส้นทางการเงินทั้ง 34 รายนี้ พนักงานสอบสวนมีข้อมูลอย่างดี ซึ่ง "พิมพ์พิไล" เจ้าของบัญชี ได้มีการร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.คอหงส์ จ.สงขลา ว่ามีการเรียกรับเงิน ซึ่งคดีอยู่ในสำนวนของตำรวจชุดคดีมินนี่หมดแล้ว ดังนั้นการเจาะจงหรือจงใจเอาแค่บางคน บางส่วน มองว่าตั้งใจจะมีการให้ออกหมายจับและแจ้งข้อหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ได้
"ตั้งใจให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีมลทินให้ได้ ในส่วนอื่นปรากฎในเส้นทางการเงินไม่ซับซ้อน ทำไมยังไม่ดำเนินการ พนักงานสอบสวนท่านทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะเส้นทางที่ 3 และ 4 ดูดีๆ มีใครเกี่ยวข้องบ้าง"
ทีมทนายระบุว่า เหตุผลที่เปิดเผยข้อมูลเพื่อต้องการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน ไม่เอาชุดนี้ เพราะไม่น่าทำตามขั้นตอนกฎหมายสักเท่าไหร่
นอกจากนี้อยากตั้งคำถามอีกว่า มีการเรียกประชุมคณะกรรมการ ถึงมติการออกหมายจับและการดำเนินการกับ บิ๊กโจ๊กหรือไม่ มีการประชุมหรือเปล่า มีมติอย่างไร ใครมีความเห็นแย้ง หรือมีความเห็นอย่างไรบ้าง และเป็นที่น่าผิดสังเหตุว่า การยื่นออกหมายจับโจ๊กในครั้งนี้ เป็นช่วงหัวหน้าคณะกรรมการสอบสวนที่แท้จริง ไม่อยู่ในประเทศ และคนยื่นขอออกหมายจับก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเงินเหล่านี้ ปกปิดความผิดพรรคพวกและผู้บังคับบัญชาหรือไม่
ดังนั้นทีมทนาย จะไปยื่นขอความเป็นธรรมกับ 4 ช่องทาง ประกอบด้วย
- 1. DSI จะไปถามว่า ตกลงอำนาจอยู่ตรงไหน วงเงินคดี300 ล้านขึ้นไป
- 2. ปปช. เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้าราชการระดับสูง ขอให้พิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง
- 3. กรมสอบสวนกลาง ไปร้องในเรื่องมีความพยายามเผยแพร่ข้อมูลว่า เอาเงินเว็บพนันไปทำบุญ ออกอนุโมทนา เพื่อลดภาษี ต้องการยจะให้ผิด ม.112 ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จะขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
- 4. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ในฐานะประธาน กตร. ควรรับรู้ รับทราบข้อเท็จจริงในมุมมองเหล่านี้บ้าง ส่วนจะดำเนินการอย่างไร อยู่ที่อำนาจหน้าที่ของ นายกฯ