ด้าน "พล.ต.ต.วิทวัส ชินคำ" ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 กล่าวว่า ประสานตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้ตรวจสอบชาวฟิลิปปินส์ว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเบื้องต้นกลุ่มชาวฟิลิปปินส์เข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เข้ามาพักที่โรงแรมที่เกิดเหตุเป็นหลัก โดยเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน ดังนั้น จะให้ตำรวจ ตม. ตรวจสอบทั้งหมดว่าเข้ามาถูกต้องหรือไม่ อยู่อย่างถูกต้องหรือทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่
ส่วนสาเหตุเป็นเรื่องของการเขม่นเมื่อเจอกัน อาจเพราะเชื้อชาติต่างกัน ความเห็นต่างกัน เคยพยายามเจรจาเคลียร์กันไปแล้วหลายครั้ง และก็แยกย้ายกันไป แต่ต่อมามีการโพสต์ลงโซเชียล ทำให้มีการรวมตัวกันขึ้น
ทั้งนี้ มีการแจ้งความไว้ทั้งสองฝ่ายแล้ว และส่งผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่ายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว ดังนั้น ตำรวจก็จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเฉพาะการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และ Body Camera ของตำรวจ เพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ก่อเหตุทั้งสองฝ่ายให้ได้มากที่สุด
สำหรับกลุ่มชาวฟิลิปปินส์ ก็จะต้องพิสูจน์ทราบตัวบุคคลให้ได้ทั้งหมดก่อน จึงจะทราบว่ามีบุคคลใดที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วบ้าง และหากคู่กรณีออกนอกประเทศไป ก็มีขั้นตอนดำเนินการอยู่แล้ว
ตำรวจ ตม. เข้าตรวจสอบโรงแรมพักกะเทยปินส์
ขณะที่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมที่เกิดเหตุ เป็นการตรวจสอบเพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องการแจ้งที่พักนักท่องเที่ยวของโรงแรมดังกล่าวให้กับตำรวจ ตม. ว่าเป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หรือไม่
รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่เข้าพักว่าอยู่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือโอเวอร์สเตย์หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ซึ่งหลังจากตรวจสอบข้อมูลแล้วเสร็จ ทางตำรวจ ตม. ก็จะส่งมอบข้อมูลให้ สน.ลุมพินี พิจารณาดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ ยังมีรายงานด้วยว่าจากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจ ตม. พบว่ามีชาวฟิลิปปินส์ พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวประมาณ 10 คน และยังมีที่พักอาศัยกระจายอยู่บริเวณโดยรอบอีกจำนวนหลายคน ซึ่งตำรวจ ตม. ก็จะทยอยลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งหมด
หนีก็ออกหมายแดง-หมายน้ำเงินตามจับได้
ด้าน "พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ" รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบตัวบุคคลผู้ก่อเหตุว่าเป็นใครบ้าง โดยเป็นอำนาจของสน.ลุมพินี ในการพิสูจน์ทราบบุคคลจากกล้องวงจรปิดและภาพวิดีโอทั้งหมด จึงจะสามารถตรวจสอบการเข้าออกประเทศได้ว่าบุคคลดังกล่าวหลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้วหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าตำรวจ ตม. ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดไว้แล้ว และหากผู้ก่อเหตุออกนอกประเทศไปแล้วก็มีขั้นตอนการดำเนินการ เช่น การออกหมายแดง หรือ หมายน้ำเงินต่อไป
สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้ามาในไทยแบบวีซ่านักท่องเที่ยว แต่บางส่วนก็อาจลักลอบทำงานหลังเข้ามาแล้ว ซึ่งทาง ตม. ก็ต้องไล่ตรวจสอบและจับกุมเป็นรายกรณีเมื่อพบ แต่ในส่วนที่สื่อมวลชนรายงานว่ามีสถานที่ที่ LGBTQ+ เข้าไปทำงาน หรือนัดพบเพื่อค้าประเวณีนั้น ยืนยันว่าไม่มีสถานที่ลักษณะดังกล่าวแน่นอน สื่อมวลชนสามารถไปตรวจสอบได้เลย
ทั้งนี้ ที่พักทุกแห่งจะต้องแจ้งการเข้าพักทุก 24 ชั่วโมงเพื่อให้ทราบว่าหลังจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศมา ไปพักที่ใด หากผู้ประกอบการรายใดไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะมีความผิด โดยหากเป็นโรงแรมมีโทษปรับ 8,000-10,000 บาทต่อผู้เข้าพัก 1 คน แต่หากเป็นที่พักทั่วไป จะมีโทษปรับ 1,600-2,000 บาทต่อผู้เข้าพัก 1 คน