และเมื่อเจอตัวผู้ก่อเหตุแล้ว ขณะนั้นพบว่า ผู้ก่อเหตุได้ใช้สายโทรศัพท์พูดคุยอยู่กับตำรวจ 191 เพื่อเจรจาให้วางอาวุธ แต่ตอนนั้นผู้ก่อเหตุพูดว่า ไม่ได้แล้วคนถือปืนอยู่เยอะมาก ถ้าเขาไม่สู้เขาต้องตาย ดังนั้นเขาจะสู้ ทำให้ตนเองประเมินสถานการณ์ตอนนั้นก่อนเข้าระงับเหตุ ด้วยการอ่านเกม วัดศักยภาพ โดยตำรวจได้แสดงอาวุธว่า ห้ามสู้ ถ้าสู้ไม่มีวันชนะ และคาดว่าคนร้ายคงใช้ความคิดเลยปล่อยอาวุธทิ้ง
ซึ่งในจุดที่ผู้ก่อเหตุยืน คืออยู่ห้องด้านในสุด ตำรวจจึงให้กลับหลังหัน เอามือไว้บนหัว และให้เขาคุกเข่าลง จากนั้นก็แบ่งหน้าที่คนไหนเข้าประกบตัวประกัน โคฟเวอร์ ตรวจค้นหาผู้ก่อเหตุรายอื่น และตรวจค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บอื่น
ร.ต.อ.ธัญอมร เล่าอีกว่า ที่เข้าไปยังบริเวณชั้น 3 เพราะตนเองจำได้ว่าเริ่มเคลียร์พื้นที่ชั้น 3 ที่แยกกับกำลัง และตนเองมาจับสัญญานการแจ้งพิกัดบริเวณโซนเซาว์ ร้านเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนนั้นมีตำรวจเข้ามาสมบทอีก 2 นาย เลยให้เข้าโคฟเวอร์ประกอบกำลัง และเคลียร์พื้นที่ในแต่ห้องไป
โดยในขณะเข้าจับกุม หลังจากที่ได้เจรจา และคนร้ายยอมนั้น ตนเองทำหน้าที่ในการโคฟเวอร์ ส่วนอีกนายได้ใช้เครื่องพันธนาการเข้าคุมตัว ขณะนั้นคนร้ายไม่รับรู้และตอบรับอะไร ท่าทีนิ่งเฉย ครุ่นคิด ลักษณะเหมือนยอมจำนน และไม่ได้มีอาการต่อต้าน ซึ่งขณะนั้น ผู้ก่อเหตุมีสติดี แต่ไม่ค่อยพูด
ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่า ผู้ก่อเหตุถนัดในการใช้อาวุธ เพราะมีการใช้เข็มขัดเส้นนอกมารัด และขณะที่อยู่หน้างานเจ้าหน้าที่ประเมินแล้วว่าพร้อมสู้และมีความชำนาญ เพราะไม่ได้ง่ายในการจะยิงคนสักคนต้องมีจิตใจและมีความสามารถพอสมควร
ร.ต.อ.ธัญอมร เล่าอีกว่า ขณะนั้นที่ปฏิบัติหน้าที่มุ่งหวังว่า ต้องปฏิบัติสำเร็จและมุ่งมั่นว่าต้องช่วยเหลือคนหยุดฆ่า หยุดยิงให้ได้ ไม่ได้มีอาการประหม่าหรือกลัวเพราะถูกฝึกมาแบบนี้ และตนเองรู้สึกภูมิใจที่สามารถยุติสถานการณ์ได้โดยไม่มีความสูญเสียเพิ่มขึ้น ตนเองและทีมงานไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สายตรวจ สน.ปทุมวัน ถือว่าทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ
สำหรับ ร.ต.อ.ธัญอมร เป็นตำรวจมาแล้ว 30 ปี ผ่านการอบรมหลักสูตร Active Shooter Basic เมื่อเดือนกันยายนปี 2021 และได้รับใบประกาศรับรองการฝึกอบรม รวมถึงยังได้เป็นหัวหน้าชุดในการฝึกอบรมให้สถาบันการศึกษา และศูนย์การค้าในพื้นที่ย่านปทุมวันด้วย