ด้าน พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. เปิดเผยว่า อุปกรณ์ “stingray” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ปลอมเสาสัญญาณ และส่ง sms ให้กับผู้เสียหาย ปกติจะถูกใช้กรณีเกิดภัยพิบัติที่สัญญาณมือถือไม่สามารถใช้การได้ และไว้เป็นช่องทางสื่อสารถึงผู้ประสบภัย หรือใช้ในหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา ในการดักรับข้อมูล เนื่องจากเป็นเสาสัญญาณที่มีขนาดเล็กสามารถหลอกให้มือถือในพื้นที่มาเชื่อมต่อกับเสาสัญญาณดังกล่าวได้ อีกทั้งสามารถตั้งค่าชื่อผู้ส่งเป็นหน่วยงานต่างๆได้
เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา FBI ได้ประสานตำรวจ บช.สอท.ให้สืบสวนหลังมีข้อมูลว่า อุปกรณ์ชนิดดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก และยังพบว่าถูกใช้ในการส่งลิงค์เว็บไซต์พนันออนไลน์
พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากนี้จะต้องส่งหนังสือสอบถามไปที่หน่วยงานทหารว่า อุปกรณ์นี้ถูกใช้ในกิจการทหาร หรือเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่ หากเป็น ก็จะมีการแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาเพิ่ม ในเรื่องของมียุทธภัณฑ์
ขณะที่ นายไตยรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาราชการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า อุปกรณ์ดังกล่าว มีกฎหมายห้ามนำเข้า บุคคลทั่วไปไม่อนุญาตให้ใช้ได้ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม
สำหรับพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาลงมือก่อเหตุในแต่ละครั้ง ทางเครือข่ายโทรศัพท์ จะไม่ทราบว่า มีการส่ง SMS ออกไปเนื่องจาก SMS เหล่านี้ ไม่ได้ผ่านเสาสัญญาณเครือข่ายโดยตรง แต่เป็นการส่งออกจากเสาปลอมแทน
ส่วน พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นกลุ่มผู้ต้องหา จะมีเพิ่มจากนี้ หรือไม่ อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลต่อ โดยฐานข้อมูลหลักของกลุ่มนี้อยู่ในต่างประเทศ และจะเข้ามาปฏิบัติการเฉพาะอุปกรณ์ ซึ่งมีมูลค่าหลักล้านบาทต่อเครื่อง
เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกัน ทํา มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตาม มาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันใช้คลื่น ความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการ โทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, เป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา”
ด้าน นางพิชชาอร(สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของแก๊งมิจฉาชีพนี้ว่า ขณะที่ตนเองนั่งทำงานอยู่ได้มี SMS ส่งมาหาตนเอง ระบุว่า "บัญชีของคุณกำลังมีผู้พยายามทำธุรกรรม” ซึ่งก็มีการแนบลิงก์มาใน SMS ตนเองได้กดไปที่ลิงก์ดังกล่าว และระบบได้ระบุให้เพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และเปลี่ยนชื่อลิงก์เป็น K Connect
จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ทักมาสอบถามชื่อ และข้อมูลการใช้งานของตนว่า ทำธุรกรรมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือไม่ โดยตนเองได้ปฏิเสธและระบุว่า ตนเองอยู่ที่กรุงเทพฯ จากนั้นทางกลุ่มมิจฉาชีพได้แจ้งข้อมูลว่า มีผู้พยายามทำธุรกรรมกับบัญชีของตนผ่านจีเมล ซึ่งข้อมูลทุกอย่างที่แจ้งถูกต้องทั้งหมด รวมทั้งยังทราบด้วยว่า ตนเองมีบัญชีเงินฝากทั้งหมด 4 บัญชี
ต่อมา ก็ยังให้กดแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “เค ซีเคียวริตี้” ที่ระบุว่า แอปฯ นี้จะสามารถตรวจสอบต้นตอได้ว่า บุคคลใดกำลังเข้าระบบบัญชีของตนเองอยู่ แต่ข้อเท็จจริงแล้วการกดเข้าไปคือ การรีโมทโทรศัพท์ของตนเองอยู่ และหลังจากนั้น จะไม่สามารถทำอะไรกับโทรศัพท์ได้ ลักษณะคล้ายโทรศัพท์กำลังอัปเดตอยู่ โดยขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์
เมื่อโทรศัพท์อัปเดตเสร็จสิ้น ก็พบว่า เงินได้ถูกโอนออกไปแล้วจากทั้งหมด 4 บัญชี เป็นจำนวนราว 3 แสนกว่าบาท และจากบัญชีบัตรเครดิตที่มิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และเข้าไปเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสดอีกราว 8 หมื่นบาท รวมทั้งหมดเสียหายรวมกว่า 4 แสนบาท ซึ่งรวมเวลาที่แก๊งมิจฉาชีพใช้ในการหลอกทำธุรกรรมอยู่ที่ราว 30 - 35 นาที
ขณะที่วันนี้ในการแถลงข่าวเจ้าหน้าที่ได้มีการทดสอบ ส่งข้อความให้กับสื่อมวลชน และผู้เสียหายที่มารับฟัง