กลุ่มเสี่ยงที่แบ่งตามช่วงอายุ คือ กลุ่มก่อความรุนแรงต่อตนเองถึงขั้นเสียชีวิต มักเกิดกับผู้ที่มีอายุ เฉลี่ย 60-70 ปีขึ้นไป สาเหตุมาจากปัจจัยความสัมพันธ์ และโรคประจำตัวทางกายทางจิต การใช้สุรา และสารเสพติด
กลุ่มก่อความรุนแรงทำร้ายคนอื่น จะเป็นพวกกลุ่มวัยกลางคน กลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตและไม่ได้ทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน และมีความเครียดสูง เช่น กลุ่มอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมเยอะ อาทิ หมอ,พยาบาล บุคลากรด้านสาธารสุขหรือว่ากลุ่มอาชีพมีกฎระเบียบเคร่งครัด ผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ,ทหาร รวมถึงผู้ที่มีระยะเวลาทำงานยาวนานและทำงานช่วงกลางคืน เช่น ศิลปิน,นักร้อง,นักแสดง
ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบระบบติดตามดูแลกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ผ่านระบบ www.วัดใจ.com หรือ ระบบ Mental Health Check In ซึ่งได้ทำการสอบถามผู้ประเมินตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2566 จำนวน 326,771 คน พบว่าเครียดสูง 8,580 คน หรือ 2.63 % เสี่ยงซึมเศร้า 11,175 คน หรือ 3.42 % เสี่ยงฆ่าตัวตาย 5,732 คน หรือ 1.75 % มีภาวะหมดไฟ 1,853 หรือ 3.17 % ซึ่งทั้งหมดต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิต
อธิบดีกรมสุขภาพจิต ชี้ สังคมเครียดสูง ต้องเพิ่มภูมิคุ้มกันทางจิตใจ
ขณะที่ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน อ.เมือง จ.เพชรบุรี ว่า หากติดตามข้อมูลจากข่าวจะพบว่าผู้ก่อเหตุจัดการกับความรู้สึกของตนเองในเรื่องคดีความด้วยวิธีไม่เหมาะสมด้วยการระเบิดความรุนแรง ใช้อาวุธปืนทำร้ายคนอื่น โดยไม่กลัวกฎหมายจากการที่ถูกครอบงำความคิดในเชิงเหตุผล
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นห่วงจะเป็นการเลียนแบบในกลุ่มผู้ที่ไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถสรุปได้ว่าการก่อเหตุครั้งนี้เกิดจากการลอกเลียนแบบเพียงอย่างเดียว เพราะคนที่รู้สติของตัวเองก็จะไม่ลอกเลียนแบบในเรื่องเช่นนี้ และพฤติกรรมมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆ องค์ประกอบเกี่ยวข้อง
สังคมมีความเครียดสูงขึ้น ยิ่งต้องเพิ่มภูมิคุ้มกันทางจิตใจมากขึ้น จะปล่อยตัวตามสิ่งแวดล้อมไม่ได้ โดยต้องมีสติ เรียนรู้การจัดการด้านความคิด อารมณ์ด้านลบของตัวเอง ยิ่งเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ยิ่งต้องสร้างความตระหนักให้ตัวเอง เพื่อลดความเครียด ความทุกข์ของตัวเองไม่ปล่อยให้เป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้
ตำรวจเครียดกว่าประชาชน 2 เท่า พร้อมแนะวิธีจัดการปัญหา
ด้าน รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุ ต้องยอมรับว่าการทำงานของตำรวจในปัจจุบัน มีความเครียดจากการถูกคาดหวังและถูกตรวจสอบจากสังคม และจากข้อมูลพบว่า ตำรวจที่ทำงานสัมผัสประชาชน มีความเครียดมากกว่าประชาชนทั่วไปประมาณ 2 เท่า ไม่ใช่เฉพาะตำรวจไทย ตำรวจทั่ว ๆ ไปก็เช่นกัน เพราะตำรวจต้องทำงานแก้ปัญหาประชาชนทุกวัน
ทุกคนมีความเครียดเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าระดับความเครียดมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งการบริหารจัดการอารมณ์ เพื่อจะลดความเครียดของแต่ละคนก็ต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการบ่มเพาะ การเรียนรู้ วิธีจัดการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ถูกขัดเกลาจากครอบครัว สถาบันการศึกษา เรียนรู้จากคนรอบข้างว่าจัดการความเครียดอย่างไร ในขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีส่วนสำคัญที่จะเผยแพร่ความรู้ตรงนี้ด้วย เพื่อสนับสนุนให้ลดความตึงเครียดลง