พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากเดิมที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า มีบุคคลที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องประมาณกว่า 150 คน 60 องค์กร หลังจากตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดจนเริ่มมีความแน่ชัดมากขึ้น ทำให้ขณะนี้สามารถจำกัดวงแคบขึ้นมาได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีบุคคลเกี่ยวข้องประมาณ 20-30 คน โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ที่ถือหุ้นอยู่ในกลุ่มบริษัทดังกล่าว ลักษณะถือหุ้นไขว้ และกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ไม่มากแต่กลับมีการถือครองทรัพย์สิน รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ มากผิดปกติ ซึ่งกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมายอมรับว่า รับเงินจาก “สารวัตรซัว” เพื่อให้เลิกหยุดแฉนั้น ทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง จะต้องพิจารณาก่อนว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจให้การตรวจสอบหรือไม่ และเงินที่นายชูวิทย์ได้มาเป็นเงินจากอะไร หากเป็นเงินจากการกระทำความผิด อาจสุ่มเสี่ยงที่จะต้องถูกดำเนินคดีในฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน