นายษิทรา กล่าวว่า กรณีต่อมา ตำรวจยศ “พ.ต.ท.” ได้นำเรื่องที่ไม่มีมูลมาแจ้งข้อหาตน และ น.ส.ช่อฉัตร เพราะการที่ทางคู่กรณี มาแจ้งความคนละคดีกัน ซึ่งในวันนั้นตนไม่ได้พูดว่า ผู้แจ้งความเป็นคนไม่ดี ยืนยันไม่ได้ไปพูดแบบนั้นเลย แต่ตนพูดถึงคนที่ทำงานกับเขา แต่ไม่รู้ว่า นำมูลตรงไหนไปเกี่ยวข้องให้เดือดร้อน ก็ไม่รู้ จึงมีการไปแจ้งความดังกล่าว
คิดว่า การที่ “พ.ต.ท.” ได้ออกหมายเรียก ทำให้ตนได้รับความเสียหาย เพราะคดีไม่มีมูล ซึ่งเจ้าตัวไม่ใช่ผู้เสียหายในคดี แต่ได้ออกหมายเรียกให้ตน มีความลำบากเดินทางไกล ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาท
นายษิทรา กล่าวอีกว่า นอกจากจะร้องเรียนตำรวจ 2 นายนี้แล้ว จะร้องเรียนถึง ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครพนม ด้วย ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องตรวจคดีสำคัญ แต่ปรากฎว่า ได้มีการปล่อยปละละเลย จึงมาร้อง ผบ.ตร. ให้มีการสอบวินัยร้ายแรง และให้มีการดำเนินคดีอาญากับตำรวจทั้งหมด ในเรื่องที่ได้ออกหมายเรียก มีลักษณะกลั่นแกล้ง ให้ได้รับความลำบาก นอกเหนือจากตน และ น.ส.ช่อฉัตร ที่ถูกออกหมายเรียกแล้ว ทนายความอีกคนของ น.ส.ช่อฉัตร ก็ถูกออกหมายเรียก ในลักษณะเดียวกัน
นอกจากนี้ยังได้ขอให้มีการโอนคดี เพราะไม่ไว้ใจการทำงานของ ตำรวจนครพนม เพราะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับ รองประธานสภาฯ และนายก อบจ. เนื่องจากอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องขอให้ ผบ.ตร. โอนคดีมาให้กองปราบทำคดีต่อ