ชาวพิจิตร ร้อง DSI ออมเงินกองทุนชุมชนกลายเป็น "เงินทิพย์"
04 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

ชาวบ้านพิจิตรกว่า 300 ราย รวมตัวร้อง DSI ตรวจสอบสถาบันการเงินกองทุนชุมชนห้วยห้าง หลังลอยแพถอนเงินไม่ได้ กลายเป็น "เงินทิพย์" สูญเงินกว่า 50 ล้าน
ข่าว
04 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

ชาวบ้านพิจิตรกว่า 300 ราย รวมตัวร้อง DSI ตรวจสอบสถาบันการเงินกองทุนชุมชนห้วยห้าง หลังลอยแพถอนเงินไม่ได้ กลายเป็น "เงินทิพย์" สูญเงินกว่า 50 ล้าน
KEY
POINTS
4 สิงหาคม 2569 ชาวบ้านพิจิตรร้อง DSI ตรวจสอบปมเงินฝาก–ดอกเบี้ย เงินทิพย์ หลังสมาชิกสถาบันการเงินกองทุนชุมชนห้วยห้างกว่า 392 ราย ไม่สามารถถอนเงินได้ สูญเงินรวมกว่า 50 ล้านบาท ขณะที่พระสงฆ์ก็ได้รับผลกระทบ ด้าน DSI รับเรื่องไว้พิจารณาเสนออธิบดีรับเป็นคดีพิเศษ พร้อมแนะผู้เสียหายเร่งแจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกง
ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหลุม อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร เมื่อวานนี้ ( 3 ส.ค.2569 ) นางจีระภา ภัทรเรืองชัย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 6 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมคณะ ลงพื้นที่รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในตำบลหนองหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากกรณีสถาบันการเงินกองทุนชุมชนห้วยห้างไม่สามารถคืนเงินฝากให้สมาชิกได้ โดยมีผู้เสียหายทยอยยื่นเอกสารและลงชื่อร้องเรียนแล้ว 392 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 50 ล้านบาท จากสมาชิกทั้งหมด 1,430 ราย
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า สถาบันการเงินดังกล่าวเคยเปิดรับฝากเงินโดยเสนอผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารทั่วไป อยู่ที่ร้อยละ 5–7 ต่อปี ทำให้ประชาชนจำนวนมากนำเงินออมมาฝากไว้ โดยในช่วงแรกยังสามารถเบิกถอนเงินได้ตามปกติ กระทั่งช่วงปลายปี 2568 เริ่มมีปัญหาการถอนเงิน แม้สมุดคู่ฝากจะยังแสดงยอดเงินต้นและดอกเบี้ยครบถ้วน จนสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นและนำเงินมาฝากเพิ่มเติม
แต่เมื่อเข้าสู่ต้นปี 2569 ผู้ฝากเงินกลับไม่สามารถถอนเงินได้ เนื่องจากสถาบันการเงินไม่มีเงินสดจ่ายให้สมาชิก ทำให้ตัวเลขเงินฝากและดอกเบี้ยที่ปรากฏในสมุดบัญชีกลายเป็นเพียง “เงินทิพย์” สร้างความเสียหายแก่ผู้ฝากจำนวนมาก บางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิต ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเงินดังกล่าวสูญหายไปได้อย่างไร และมีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้าง
นางจีระภา กล่าวว่า DSI ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนไว้แล้ว และจะรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาว่าจะรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ หากมีคำสั่งรับเป็นคดีพิเศษ ก็จะดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในพื้นที่ไว้ก่อน เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง และหาก DSI รับเป็นคดีพิเศษ ก็จะประสานให้โอนสำนวนมารวมดำเนินการ เนื่องจากคดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง และมีผู้เสียหายมากกว่า 300 ราย
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงพระสงฆ์จากหลายวัดในพื้นที่ที่นำเงินของวัดและเงินส่วนตัวไปฝากไว้กับสถาบันการเงินดังกล่าว ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงได้รวมตัวจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อติดตามความคืบหน้าและประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ โดยมีนายรวย ตรีอินทอง เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมเปิดรับเงินบริจาคจากผู้เสียหายตามกำลังศรัทธา เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนเงินของสมาชิก
นายรวย เปิดเผยว่า ความเสียหายในครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพระสงฆ์ที่นำเงินของวัดและเงินส่วนตัวมาฝากไว้กับสถาบันการเงินแห่งนี้ด้วย ทำให้หลายฝ่ายได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อติดตามเรื่องและผลักดันให้ภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ ภายหลังเกิดเหตุสมาชิกไม่สามารถถอนเงินได้ คณะกรรมการบริหารสถาบันการเงินชุมชนทั้ง 7 คน ยังไม่มีผู้ใดออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสมาชิก สำนักงานของสถาบันการเงินก็ปิดทำการ
ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนยังอ้างว่า ผู้เสียหายที่ออกมาเรียกร้องสิทธิกลับถูกข่มขู่และมีการเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายตอบโต้ ทำให้หลายคนเกิดความหวาดวิตก
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยังคงยืนยันเดินหน้าร้องขอความเป็นธรรมและติดตามเงินออมของตนคืนผ่านกระบวนการยุติธรรมต่อไป