ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบในระบบ CRIME ซึ่งเป็น Big Data ของตำรวจ ก็ไม่พบบันทึกการตรวจค้นผับจินหลิง มีเพียงรายงานการตรวจค้นวิบวับคาร์วอช ซึ่งยอดจับกุมน้อยกว่า หนำซ้ำยังมีการระบุวันที่เข้าค้น เป็นวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง และผิดปกติ เข้าข่ายความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาตรา 157
อีกทั้ง ในรายงานยังระบุว่าไม่ปรากฎผู้กระทำความผิด ทั้งที่พบภาพในนายเหมา หยาง ในภาพกล้องวงจรปิด ซึ่งนายชูวิทย์ บอกว่า มีความพยายามจ่ายเงินเพื่อไม่ให้นายเหมา หยาง ปรากฎชื่อในรายงานการจับกุม
นายชูวิทย์ ยังบอกอีกว่า จนถึงขณะนี้นายตู้ห่าว ก็ยังไม่ถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน โดนเพียงแค่คดียาเสพติด ซึ่งพยานหลักฐานในคดียาเสพติดก็ไม่แน่นหนา พยานบุคคลซึ่งเป็นคนจีน 2 คน แม้จะให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ในชั้นศาลเชื่อว่าน่าจะกลับคำให้การ ไม่มีทางซัดทอดชาวจีนด้วยกัน
แน่นอน ส่วนพยานที่เหลือ บางส่วนที่ถูกปล่อยตัวก็ได้บินออกนอกประเทศไปอยู่กัมพูชาหมดแล้ว เหลือเพียงพยานหลักฐานว่านายตู้ห่าวออกเช็คจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และเป็นผู้เช่าสถานที่ ซึ่งก็ไม่ได้ยางชี้ว่านายตู้ห่าวเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งถ้านายตู้ห่าวหลุดคดียาเสพติด ก็เท่ากับหลุดคดีทั้งหมด
ส่วนกรณีของนางพัชรินทร์ หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินที่ถูกจับกุมไปแล้วนั้น ก่อนหน้านี้ดีเอสไอก็ออกมาเปิดเผยว่า นางพัชรินทร์ มีการรับโอนเงินกลับไปมากับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เสมือนเป็นตัวแทนของนายตู้ห่าว และปลายทางของเงินไปหยุดที่บริษัทแห่งหนึ่ง เหตุใดตำรวจจึงไม่ทราบ ทั้งที่มีการเรียกสอบปากคำนางพัชรินทร์ หลายต่อหลายครั้ง
เพราะฉะนั้นจึงตั้งข้อสงสัยว่า ดีเอสไอที่มาสืบสวนคดีทีหลังถึงได้รู้ แต่ทำไมตำรวจที่สืบสวนมานานกลับเพิ่งมาออกหมายจับหลังผ่านมา 2 เดือน