ต่อมาประมาณช่วงเดือนกันยายน ได้มีหนึ่งในกลุ่มผู้เสียหายตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ แต่ตำรวจกลับให้แจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์และมีการประสานไปที่ตัวแทนของบ่อนการพนัน และมีการส่งบุคคลเข้ามาทำบันทึกต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่าจะคืนเงินตามจำนวนที่มีการเอาออกไปจากบัญชีของผู้เสียหาย แต่สุดท้ายมีการคืนเงินมาเพียงจำนวน 500,000 บาท จากจำนวนเงิน ทั้งหมดกว่า 2 ล้านบาท ของผู้เสียหายรายนี้
"วันนี้ผู้เสียหายทั้งหมดจึงตัดสินใจรวมตัวกันเดินทางมาขอความช่วยเหลือต่อสายไหมต้องรอด เพื่อให้ติดตามเงินจำนวนดังกล่าวคืนเพราะ เงินจำนวนดังกล่าวที่ผู้เสียหายถูกบังคับให้โอนไปมีเงินส่วนตัวของกลุ่มผู้เสียหายรวมอยู่ด้วยทำให้ได้รับความเดือดร้อน"
นายเอกภพ ระบุว่า จากการได้พูดคุยกับทางผู้เสียหายทำให้ทราบว่าบ่อนการพนันดังกล่าวถือว่าเป็นบ่อนใหญ่ เพราะทราบว่ามีหลากหลายการเล่นการพนันทั้งเสือมังกร บาคาร่า กำถั่ว หลากหลายวงอยู่ในพื้นที่อาคารเดียวกันและมี คนเข้าไปเล่นจำนวนมากตลอดทั้งวันทั้งคืน ซึ่งการที่ตำรวจทราบว่าเป็นสถานที่เล่นการพนันแต่กลับไม่เข้าไปดำเนินการใดใดถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะผู้เสียหายมีการเข้าไปแจ้งความ
เหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าต้องเข้าข่ายการปล้นทรัพย์เพราะมีผู้ก่อเหตุมากกว่า10 คน แต่ตำรวจกลับให้แจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์โดยแจ้งกับทางผู้เสียหายว่าการที่เสียเงินไปถือว่าเป็นการเสียทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นการจงใจแจ้งข้อหาที่ไม่ตรงกับการกระทำความผิด เพราะการปล้นทรัพย์ถือเป็นความผิดอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่การทำให้เสียทรัพย์สามารถจบลงได้ด้วยการเจรจาคืนเงิน
“พฤติกรรมในการทำร้ายร่างกายที่ใช้ถุงดำคลุมหัวถือว่าเข้าข่ายพยายามฆ่า แต่กลับไม่มีการพูดถึงในประเด็นนี้ และนอกจากเงินที่บังคับโอนยังมีการนำทรัพย์สินอื่นๆเช่นโทรศัพท์มือถือและสร้อยทองต่างๆ ไปและไม่มีการคืน และไม่มีการพูดถึงในการลงบันทึกประจำวันอีกด้วย”
หลังจากได้รับการประสานในวันนี้จะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวทั้งหมดและประสานขอความช่วยเหลือไปที่ผู้บังคับบัญชาระดับผู้บังคับการเจ้าของพื้นที่ เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีนี้