ต่อมาคนร้าย พาไปเจอกับเจ้านาย ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่นา ซึ่งเป็นผู้ชายลงจากรถเก๋งสีดำไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียน เดินมาบอกว่า จะมาจัดการเรื่องโอนที่นา และจ่ายเงินทั้งหมด 1.5 ล้าน จากนั้นเจ้านาย ก็เอาเงิน 4 แสนบาท ให้กับชายคนที่เช่าบ้าน เพื่อเป็นคามัดจำที่นา แล้วก็ขึ้นรถขับออกไป
จากนั้นก็ขับรถพา ตนกลับไปที่นา พบนายวิชาญ เจ้าของที่นาก็ยังยืนอยู่ นายวิชาญ ได้พูดคุยตกลงซื้อที่นา จะมัดจำก่อนเป็นเงิน 4 แสนบาท แต่โฉนดเอาไปจำนองไว้ที่ในตัวเมืองอุดรธานี เพราะจะขาดแล้ว ต้องเอาเงินไปไถ่ถอนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยรวม 2.8 ล้าน ชายคนที่เช่าบ้านจึงพูดว่า ทำไมไม่บอก เพราะเจ้านายกลับไปแล้วจะไปบอกนายก็ไม่ได้เราต้องหาเงินไปไถ่ถอนกันเอง
โดยชายที่เช่าบ้าน บอกว่า มีเงิน 5 แสนบาท คนขับรถมีเงินอยู่ 2 แสนบาท เงินมัดจำ 4 แสนบาทเป็น รวมเป็น 1.1 ล้าน ขาดอีก 1.7 ล้านบาท เจ้าของที่ดินจึงขอยืมเงิน ตน และจะให้พร้อมดอกเบี้ย และต้องสาบานว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้ใครฟัง ตนจึง ไปเบิกเงิน 1.7 ล้านบาท โดยที่คนร้ายไม่ได้เข้าไปด้วย ก่อนที่จะขับรถวนมารับตนขับเข้าตัวอำเภอกุมภวาปี
ระหว่างทางชาย ที่มาเช่าบ้านบอกให้ ตน ลงถ่ายเอกสาร เพื่อไปทำสัญญา ขณะที่ตนถ่ายเอกสาร ก็โทรมาบอกตนว่า จะไปกดเงินที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อถ่ายเอกสารเสร็จ ตนได้โทรบอกให้มารับ ก็ตอบว่ายังไม่เสร็จธุระ ซึ่งตนก็ใจไม่ดีแล้ว สุดท้ายโทรติดต่อไม่ได้ รู้ว่าถูกแก๊งต้มตุ๋นหลอก โดยทำงานเป็นทีมทั้งหมด 4 คน ซึ่งเงินที่คนร้ายได้ไปเป็นเงินที่ตนเก็บมาทั้งชีวิต
ด้าน พ.ต.อ.พงศ์พันธ์ นาขวา ผกก. สภ.กุมภวาปี กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งความ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่หาข้อมูล โดยเชื่อว่าคนร้ายมีมากว่า 3 คนพฤติกรรมหลอกซื้อขายที่ดิน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางธนาคาร ว่าในช่วงที่ผู้เสียหายเข้าไปเบิกเงินมีคนร้ายตามไปด้วยหรือไม่ และทำการตรวจสอบทะเบียนจากข้อมูลที่ได้เป็นทะเบียนปลอม จะได้ทำการตรวจสอบและดำเนินการต่อไป
" อยากฝากเตือนประชาชนหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการที่อยากได้เงิน ซึ่งก็มีหลายเคสคดีช่อโกง ปัจจุบันมีทั้งฉ้อโกงออนไลน์และในรูปแบบต่างๆหลอกให้ลงทุนที่จะได้เงินมาง่ายและเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน หรือรู้จักเพียง 1-2 วันก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องนี้เอาไว้ด้วย "
ภาพและข่าวโดย : เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์, ยุทธพงษ์ ดลสิริฤทธิกุล