นายนรศักดิ์ จึงจะไปแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนหาตัวคนร้าย แต่ระหว่างนั้น น.ส.นัดดา ได้ติดต่อและยอมรับว่า เป็นคนโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อที่ดินกับต้นไม้เอง พร้อมขอร้องไม่ให้นายนรศักดิ์ ไปแจ้งความ โดยพูดจาหลอกล่อว่าในเมื่อจะเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปแจ้งความ ส่วนเงินที่เอาไปนั้น เมื่อขายที่ดินได้แล้วจะคืนให้ กระทั่งต่อมา น.ส.นัดดา ได้ออกอุบายว่า อยากเปิดโรงงานและจดทะเบียนการค้าเพื่อทำธุรกิจ จึงขอให้นายนรศักดิ์ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายอีก
แต่นายนรศักดิ์ บอกว่าไม่มีเงินสดจึงยื่นข้อเสนอให้ น.ส.นัดดา ดำเนินการนำที่ดินของตน เนื้อที่9ไร่3งาน50ตารางวา ไปประกาศขายในราคาไม่ต่ำกว่าไร่ล่ะ1,700,000บาท โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องขายได้ก่อน นายนรศักดิ์ จึงจะแบ่งเงินช่วยค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ ต่อมาเมื่อวันที่28ต.ค.64เวลาประมาณ10.30น. หลังจาก น.ส.นัดดา อ้างว่า สามารถขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้แล้วในราคา16,700,000บาท นายนรศักดิ์ จึงเดินทางไปทำสัญญาโอนขายที่ดินโฉนดแปลงดังกล่าว ให้กับนายพุทธิชัย (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ที่สำนักงานที่ดิน สาขาประโคนชัย ซึ่งต่อมาเมื่อ น.ส.นัดดา ได้บอกกับนายนรศักดิ์ ว่า ผู้ซื้อที่ดินได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ให้กับนายนรศักดิ์ ครบตามจำนวนแล้ว นายนรศักดิ์ จึงหลงเชื่อและยินยอมลงชื่อในสัญญาโอนขายที่ดินดังกล่าว
แต่ต่อมานายนรศักดิ์ ทราบภายหลังจาก นายพุทธิชัย ผู้ซื้อว่า น.ส.นัดดา กับพวกได้เสนอขายที่ดินให้ในราคาเพียง7,500,000บาท (ซึ่งตรงกันกับสัญญาซื้อขายที่ดินที่ได้ทำไว้ที่สำนักงานที่ดิน) และในขณะที่ทำสัญญาโอนขายที่ดิน นายพุทธิชัย ก็ยืนยันว่าได้มอบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้ น.ส.นัดดา กับพวก ไปแล้ว โดยไม่ได้โอนเข้าบัญชีธนาคารของนายนรศักดิ์ แต่อย่างใด จากเหตุการณ์ทั้งหมดนายนรศักดิ์จึงเชื่อว่าถูก น.ส.นัดดา กับพวก หลอกลวงตั้งแต่ต้นจนได้รับความเสียหาย คิดมูลเงินกว่า10,379,000บาท จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นัดดา พวงเพชร หรือ น.ส.ชนกนันท์ ตุ้มเขียว กับพวก ตามกฎหมายกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและติดตามจับกุม น.ส.นัดดา และเตรียมออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการหลอกลวงในครั้งนี้อีก4–5คนด้วย
ทั้งนี้ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน ร่วมแจ้งเบาะแสข้อมูลอาชญากรรมและแก๊งมิจฉาชีพ โดยแจ้งข้อมูลผ่าน สายด่วน191 , Application Police I lert Uได้ตลอด24ชม. เพื่อดำเนินการปราบปรามจับกุม ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในภาพรวมอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม
โดย สุรชัย พิรักษา