ผู้เสียหายเปิดใจสุดช็อก! ตั้งใจทำบุญช่วยน้ำท่วม แต่เงินถูกนำไปสร้างพูลวิลล่า-ซื้อแบรนด์เนม
น.ส.เจ ชาวจังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนเห็นโพสต์รับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ผ่านสื่อ จึงโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จำนวน 100,000 บาท เนื่องจากเห็นว่ามูลนิธิมีความน่าเชื่อถือ แต่พอเห็นข่าวภายหลังว่ามีการนำเงินไปทำพูลวิลล่า ก็รู้สึกช็อก ผิดหวัง เสียดายเงิน และอยากได้เงินคืน
เช่นเดียวกับ นายไก่ เจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท และเพจเปี๊ยะแปดริ้ว ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า ตนเองโอนเงินให้มูลนิธิรวม 70,000 กว่าบาท และบริจาคสิ่งของมูลค่ารวมประมาณ 200,000 บาท ที่ผ่านมาตนชอบบริจาคและเป็นจิตอาสาอยู่แล้ว จึงแสวงหามูลนิธิที่ไว้ใจได้เพื่อช่วยคนต่อ แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นนำเงินไปสร้างพูลวิลล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนรับไม่ได้ โดยตนเริ่มโอนเงินก้อนแรก 50,000 บาท ช่วงปี 2567 หลังติดต่อไปที่มูลนิธิ "กัน จอมพลัง" และ "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" แต่แอดมินตอบช้า จนบังเอิญเจอคนที่ชื่อ "องุ่น" จึงคุยกันและตัดสินใจโอนเงินบริจาค
นอกจากนี้ นายไก่ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ "อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม" ออกมาพูดถึงเรื่องการต่อต้านการบริจาค โดยย้อนกลับว่า ที่ผ่านมาคนที่บริจาคผิดหวังมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ หรือวัดต่างๆ และล่าสุดเป็นเรื่องของมูลนิธิ ซึ่งตอนนี้อาจารย์เบียร์ก็ตั้งมูลนิธิเหมือนกัน พอมักมีข่าวลักษณะนี้ก็อาจทำให้เงินไม่เข้ามูลนิธิหรือไม่ ถึงได้ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว
ด้าน นายพัฒน์ ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ตนโอนเงินบริจาค 2,000 บาท เพราะขณะนั้นระบุว่าโอน 2,000 บาทจะได้เสื้อองค์กรทำดี แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป ที่ผ่านมามักเห็นการแสดงความคิดเห็นว่าคนล้มอย่าไปย่ำยี แต่สำหรับคุณบุ๋มไม่ใช่คนล้มแต่เป็นคนหลอกลวง นำเงินบุญที่ประชาชนตั้งใจช่วยชายแดนและช่วยน้ำท่วม ไปเปลี่ยนเป็นเงินบาป นำไปซื้อแบรนด์เนมและสร้างพูลวิลล่า
ขณะที่ น.ส.เอมี่ ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนจนน้ำตาคลอว่า ตนเองรักและเคารพบุ๋ม ปนัดดา อย่างมาก เนื่องจากเคยไปปรึกษาเรื่องคดีความส่วนตัว แม้ตอนนั้นบุ๋ม ปนัดดา จะไม่ได้ช่วยเหลือตนโดยอ้างว่าเข้าไม่ถึงสื่อก็ตาม แต่ที่ผ่านมาก็ยังชื่นชอบและเคยทำบุญบริจาคโลงศพกับมูลนิธิไป 1,500 บาท รวมถึงบริจาคทีละเล็กน้อยอีกหลายครั้ง จึงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
"ทนายตั้ม" ลุยแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ชี้ชิงแจ้งความกลับทำ "บุ๋ม" เสียเปรียบชั้นประกันตัว
ทนายตั้ม เปิดเผยว่า ในวันนี้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ บุ๋ม ปนัดดา ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน โดยมองว่าเกมของ บุ๋ม ปนัดดา เรื่องการแจ้งความกลับ "ช่างเอ๋" มองว่าพลาด และเป็นช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เป็นเหตุผลคัดค้านการประกันตัวต่อศาลได้อีก เพราะตำรวจคงอ้างว่าโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี มีพฤติกรรมความร้ายแรง และผู้เสียหายจำนวนมาก การชิงแจ้งความอาจเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการสอบสวน ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้พยานหวาดกลัว ซึ่งเชื่อว่าทนายเดชาก็จะแจ้งความกลับเรื่องแจ้งความเท็จ ซึ่งอาจติดคุกเพิ่มอีก 1-2 ปี
ส่วนที่นักกฎหมายบางท่านตีความว่าคดีนี้เข้าข่าย "ยักยอก" มากกว่า "ฉ้อโกง" นั้น ทนายตั้ม ยืนยันว่า ตนเองมองว่าเป็น "การฉ้อโกงประชาชน" ความผิดแยกกัน การที่หลอกลวงให้ได้ทรัพย์สินมา โอนเงินมาก็ถือว่าผิดแล้ว เพราะไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ มีเจตนาเอาไปซื้อพูลวิลล่า ซื้อทอง หรือเอาไปใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งเข้าข่ายองค์ประกอบความผิด คนที่บอกว่าไม่เข้าข่ายฉ้อโกง ต้องศึกษาใหม่หมด การยักยอกคือหลังจากเงินเข้ามูลนิธิแล้วมีเจตนายักยอกภายหลัง ซึ่งผู้เสียหายในเรื่องยักยอกคือมูลนิธิ และเชื่อว่ามูลนิธิไม่ได้แจ้งความเรื่องนี้แน่
ยื่นสอบ "มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน" พร้อมซัดคดี "กัน จอมพลัง" DSI ทำช้ากว่าเพราะเส้นเงินเพียบ-ปมเว็บพนัน
นอกจากนี้ ทนายตั้ม ยังได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบมูลนิธิ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" หลังพบว่าปี 2567 มียอดบริจาค 70,000 บาท แต่ปี 2568 กระโดดไปเกือบ 300 ล้านบาท และพบยอดการใช้เกือบหมด จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการได้ส่วนต่างจากเงินบริจาคนี้หรือไม่ พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่การยื่นตรวจสอบส่วนตัวเพราะมีปัญหากับนายสนธิ แน่นอน
สำหรับกรณีของ "มูลนิธิกัน จอมพลัง" ทนายตั้ม ระบุว่า ล่าสุดตนไปที่ DSI มา พบว่า ทำสำนวนค่อนข้างมาก อย่างของ บุ๋ม ปนัดดา เส้นเงิน 1 เส้น โอนโยงไปไม่กี่รอบ ทำให้ตำรวจทำงานง่ายและไว แต่คดี "กัน จอมพลัง" มีถึง 7 บัญชี และมีการแตกออกไปอีกหลายพันเส้นเงิน จึงต้องให้เวลา
แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ DSI น่าจะเรียกพยานไปสอบ 10 กว่าปากแล้ว และน่าจะมีเงื่อนงำของบริษัทที่เปิดใหม่ในช่วงที่ กัน จอมพลัง ได้ให้งานของมูลนิธิกับบริษัทเปิดใหม่ ช่วงปี 2568 ร่วม 10 บริษัท ซึ่งน่าสงสัยว่าทำไมถึงไม่ซื้อกับบริษัทที่ขายของนั้นๆ โดยตรง
รวมถึงมีเรื่อง "การ์ดที่เป็นตำรวจ" เอาเวลาราชการมาติดตาม กัน จอมพลัง และรับเงินทั้งจากมูลนิธิกัน จอมพลัง รวมถึงเงินเดือนราชการด้วย ซึ่งส่วนนี้ต้องมีการตรวจสอบ
ทนายตั้ม กล่าวทิ้งท้ายถึงเรื่องเว็บพนันออนไลน์ว่า ทราบมาว่า กัน จอมพลัง สนิทสนมกับทางฝั่งกัมพูชาก่อนที่จะเกิดเรื่องชายแดน โดยก่อนหน้านี้ กัน จอมพลัง เคยไปกัมพูชาทุก 3 วัน เพื่อทำ "เว็บพนันออนไลน์" ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด