อ.ตฤณห์ ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจ แต่เป็นการตั้งคำถามและตั้งสมมติฐานได้ตามหลักความน่าจะเป็น เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็เป็นสิทธิ์ของตน ที่สามารถแจ้งความหรือให้ตรวจสอบได้ ยอมรับว่าไม่ได้โกรธเคืองอะไรส่วนตัว ส่วนเงิน 20,000 บาท แม้จะไม่ใช่เงินหลักแสนหรือหลักล้าน แต่เป็นเงินของตน เพียงหนึ่งบาทก็มีสิทธิ์ตรวจสอบและแจ้งความได้
อ.ตฤณห์ ระบุถึงประเด็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า หากสามารถตรวจสอบได้ว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่จริง ๆ ทุกอย่างก็ถือว่าจบและไม่มีปัญหาอะไร แต่เพราะเป็นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ตรวจสอบได้ยากกว่าเงินสด จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบความโปร่งใสในฐานะที่ตนเองเป็นเจ้าของเงิน เพื่อคลายข้อสงสัยว่า ยอดเงินบริจาคได้นำไปจัดสรรหรือใช้อย่างไรบ้าง
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนราคาแพง และเป็นอีกหนึ่งความผิดหวังที่พบเจอในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันประชาชนไม่สามารถเชื่อมั่นในองค์กรหรือมูลนิธิต่าง ๆ ได้ 100% เพราะเป็นเรื่องของกิเลสและจิตใจมนุษย์"
อ.ตฤณห์ ระบุอีกว่า ตนไม่ได้มุ่งเน้นตั้งคำถามกับตัวบุคคล แต่เป็นการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมทางอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ตรวจสอบว่า เส้นทางการเงินถูกโอนไปที่ใด และเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ พร้อมให้ความเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับลักษณะของคดีในลักษณะดังกล่าวว่า หากพฤติกรรมมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ก็อาจเข้าข่ายรูปแบบของอาชญากรรมคอปกขาว ซึ่งเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียชีวิต แต่ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐาน ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่าง
ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนกลางนานประมาณ 1 ชั่วโมง ทนายเป้งได้ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเพียงสั้น ๆ ว่า สรุปแล้ววันนี้ อ.ตฤณห์ ได้แจ้งความดำเนินคดีบุ๋ม ปนัดดา และมูลนิธิองค์กรทำดี ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลังให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ได้โอนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีเมื่อปี 68 เพื่อช่วยเหลือเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนได้อธิบายพฤติกรรมของบุ๋ม ปนัดดา และบุคคลรอบข้างอย่างละเอียด เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ก็ให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินการโอนเงินจากบัญชีของ อ.ตฤณห์ ไปยังบัญชีองค์กรทำดีว่า เงินดังกล่าวจำนวน 20,000 บาท มีการนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ทนายเป้งยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้อยากให้มูลนิธิรวมถึงองค์กรจิตอาสาที่ดำเนินการเรี่ยไรเงินต้องออกมาเปิดเผยข้อมูล ยอดเงินบริจาคและการเงินกับกิจกรรมหรือวัตถุประสงค์อื่นใด ต้องดำเนินการ ต้องยื่นเสียภาษีในฐานะนิติบุคคลที่มีรายได้ต่อรัฐ และควรเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนผู้บริจาคเห็นที่ไปที่มาของเงินดังกล่าว
ทนายเป้งยังยอมรับว่า ที่ผ่านมาเงินที่บริจาคทุกบาททุกสตางค์ที่บริจาคไปให้แต่ละองค์กร แต่ละองค์กรย่อมมีค่าดำเนินการ แต่เงิน 100 บาท 70 บาทควรถึงผู้ประสบภัย ถ้าถึงแค่ 50 บาทก็ไม่ควรตั้งองค์กรแล้ว เพราะถือว่าเป็นการหารายได้ให้ตัวเอง แต่กรณีนี้แค่ 2% ที่ถึงประชาชน ส่วนที่เหลือเข้าธุระส่วนตัว