กระบวนการในชั้นศาลฎีกาอาจใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ถึงมากกว่า 1 ปี
เนื่องจากคดีทุจริตหรือ "ฮั้ว สว." มักมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก พยานหลักฐานซับซ้อน และต้องผ่าน ระบบไต่สวน อย่างละเอียด โดยขั้นตอนในแผนกคดีเลือกตั้งของศาลฎีกา มีลำดับขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นตอนการตรวจคำร้องและรับหรือไม่รับคดี (ตรวจพิมพ์เขียวสำนวน) เมื่อ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ศาลจะไม่ได้รับฟ้องทันที แต่จะมีขั้นตอน "ตรวจคำร้อง"
การพิจารณาเบื้องต้น: ศาลจะตรวจดูว่าคำร้องของ กกต. ทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีองค์ประกอบความผิดครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 หรือไม่
สั่ง "รับ" หรือ "ไม่รับ" ?
- หากไม่รับ: คดีตกไป สว. ปฏิบัติหน้าที่ต่อตามปกติ
- หากรับฟ้อง: ศาลจะประทับรับฟ้องเป็น "คดีดำ" และส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหา (สว.) แก้ต่าง
ผลกระทบสำคัญ: สว. ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที นับแต่วันที่ศาลรับฟ้อง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา (เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น)
2. ขั้นตอนการยื่นคำให้การและการตรวจพยานหลักฐาน
ยื่นคำให้การ: ศาลจะกำหนดระยะเวลาให้ สว. ยื่นคำให้การแก้ต่างเพื่อสู้คดี (มักให้เวลาประมาณ 15-30 วัน)
วันตรวจพยานหลักฐาน: ศาลจะนัดทั้งฝ่าย กกต. และฝ่าย สว. มาประชุมร่วมกันเพื่อดูว่าฝ่ายใดจะอ้างอิงพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือคลิปหลักฐานชิ้นไหนบ้าง ขั้นตอนนี้จะช่วยบีบให้คดีแคบลงและวางตารางนัดไต่สวน
3. ขั้นตอนการไต่สวนของศาล (หัวใจหลักของคดี)
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้ "ระบบไต่สวน" ไม่ใช่ระบบกล่าวหา หมายความว่า:
- ศาลไม่ได้นั่งฟังแค่พยานที่สองฝ่ายเอามานำเสนอเท่านั้น แต่ ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลภายนอกมาไต่สวนเองได้ หากเห็นว่าจำเป็นต่อการค้นหาความจริง
- เจ้าพนักงานศาลหรือผู้พิพากษาจะซักถามพยานเป็นหลัก จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ทนายความทั้งสองฝ่ายถามค้าน
- จุดที่ทำให้คดีช้า: คดีฮั้ว สว. มักเป็นคดีกลุ่ม (เช่น โดนฟ้องพร้อมกันหลายสิบคน) การนัดไต่สวนพยานของ สว. แต่ละคนจึงต้องใช้เวลานานมาก ถ้านัดชนกันหรือพยานไม่มา ก็ต้องเลื่อนนัดออกไป
4. ขั้นตอนการทำคำพิพากษา (คดีแดง)
เมื่อไต่สวนพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความแล้ว
องค์คณะผู้พิพากษาจะประชุมลับเพื่อพิจารณาลงมติและเขียน คำพิพากษาฉบับเต็ม คำวินิจฉัยสูงสุด: ศาลฎีกาจะนัดอ่านคำพิพากษา (ถือเป็นอันสิ้นสุด เป็นคดีแดง)
- หากยกฟ้อง: สว. กลับเข้าทำงานได้ตามปกติ
- หากผิดจริง: ศาลจะสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) และพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที
สรุปเหตุผลที่ต้องใช้เวลานาน (6 เดือน - 1 ปี+)
1. ปริมาณผู้ถูกกล่าวหา: คดีฮั้วมักกระทำกันเป็นขบวนการ เอกสารและพยานบุคคลจึงมีจำนวนมหาศาล
2. มาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงกว่า กกต.: ในชั้น กกต. ใช้เพียงหลักฐาน "อันควรเชื่อได้ว่า" แต่ในชั้นศาลฎีกา ศาลต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย และมั่นใจอย่างปราศจากข้อระแวงสงสัยว่ามีการกระทำผิดจริง จึงทำให้การกลั่นกรองต้องใช้เวลาอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด
เมื่อพิจารณาตามข้างต้น หาก กกต.มีการส่งฟ้อง ฮั้ว สว. จำนวนหนึ่ง กระบวนการพิจารณาคดีก็จะเป็นไปตามที่กล่าวข้างต้น
เมื่อเปิดปฏิทินประเทศไทยล่วงมาถึงเดือน ก.ย หรือจะใกล้แตะปลายปี2569 กับวาระการทำงานของสว.ที่เหลืออยู่ 2 ปีกว่าๆ
วุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 12 / สว. 200 คน จากการเลือกกันเอง) เข้ามารับหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 และตามรัฐธรรมนูญปี 60 สว. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (วาระจะสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2572)
ฉะนั้น เมื่อ 26 สว. เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล กว่าถึงวันศาลตัดสิน จะทราบคำสั่งศาล ก่อน สว.ครบวาระการทำงานหรือไม่ ต้องมาลุ้นกัน
อีกประการที่ต้องจับตา 26 สว. จะเป็นกลุ่ม สว.พลีชีพ ตามที่มีเสียงวิจารณ์หรือไม่
โดยเมื่อไปให้การในชั้นศาล จะให้การจำกัดวงความผิด ไม่ขยายพาดพิง บุคคลอื่นหรือไม่ เพราะระบบศาลเป็นระบบไต่สวน หาพยานหลักฐานเพิ่มได้แล้ว
เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นชวนคิดต่อ ดูท่าจะไม่จบง่ายๆ