"ภาวิช" จี้ผ่าตัดแยก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เป็น ธรรมนูญการศึกษา
10 ส.ค. 2569 | titayu_pur

ศ.ดร.ภาวิช เสนอผ่าตัดแยก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ทำ "ธรรมนูญการศึกษา" ปลดล็อกโครงสร้าง-กระจายอำนาจจริง ด้าน สส.เพื่อไทย-ประชาชน ขานรับดันปฏิวัติการศึกษาไทย
ข่าว
10 ส.ค. 2569 | titayu_pur

ศ.ดร.ภาวิช เสนอผ่าตัดแยก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ทำ "ธรรมนูญการศึกษา" ปลดล็อกโครงสร้าง-กระจายอำนาจจริง ด้าน สส.เพื่อไทย-ประชาชน ขานรับดันปฏิวัติการศึกษาไทย
KEY
POINTS
10 สิงหาคม 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและนักการเมืองชั้นนำ ร่วมสัมมนาเสนอแนวทาง ปฏิรูปการศึกษาไทย ในงาน "พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตการศึกษาไทย" ชี้ระบบการศึกษาไทยเรื้อรัง และเดินผิดทางมานาน โดย ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ชูข้อเสนอปฏิวัติเชิงโครงสร้าง ให้ผ่าตัดร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แยกออกเป็นกฎหมายแม่บท หรือ ธรรมนูญการศึกษา ออกจากกฎหมายเชิงปฏิบัติการ เพื่อมุ่งเน้นการ กระจายอำนาจการศึกษา ปลดล็อกพันธนาการครู พร้อมเปิดทางให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการการเรียนการสอน และตอบโจทย์ผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตการศึกษาไทย” ถึงวิสัยทัศน์รัฐบาลในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยระบุว่า ปัญหาการศึกษาไทยเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน แต่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยกลับไม่เคยให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ต่างจากแนวคิดของ ‘โทนี แบลร์’ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เคยมองว่า นโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในโลกคือเรื่องการศึกษา
ศ. ดร.ภาวิช กล่าวอีกว่า แม้ในอดีตสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการตั้งคณะปฏิรูปด้านการศึกษาเพื่อแก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ มาจนถึงสภาชุดปัจจุบันที่มีการทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ แม้จะอ้างว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและกระจายอำนาจ แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเพียงการย้ายอำนาจบริหารจากศูนย์กลางหนึ่งไปอีกศูนย์กลางหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งกฎหมายแม่บทค่อยๆ กลายเป็นกฎหมายปฏิบัติการที่เน้นเรื่องการประเมินผล ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนอย่างหนัก
ศ. ดร.ภาวิช ยังเสนอให้รัฐบาลและภาคการเมืองต้องกล้าปลดล็อกโครงสร้าง ด้วยการแยกกฎหมายออกเป็นสองฉบับอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ ‘พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ’ ทำหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทหรือ ‘ธรรมนูญการศึกษา’ เพื่อวางกรอบทิศทางในการพัฒนาทุนมนุษย์ แล้วจึงตรา ‘พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน’ แยกออกมาเป็นกฎหมายในเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานศึกษาในแต่ละแห่ง
ขณะเดียวกัน นายสุทิน คลังแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวสนับสนุนข้อเสนอเชิงโครงสร้างของ ศ. ดร.ภาวิช โดยระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะผ่าตัดใหญ่หรือผ่าตัดเล็กกลับเหมือนเป็นการ ‘ให้ยาผิด’ เช่น การพยายามทำให้องค์กรสถานศึกษามีขนาดเล็กกะทัดรัดลง แต่ผลลัพธ์กลับเทอะทะขึ้น รวมถึงค่านิยมเดิมๆ เรื่องการเปลี่ยนจากการเรียนแบบท่องจำมาเป็นคิดวิเคราะห์นั้น ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2542 แต่ร่างฉบับใหม่ในปัจจุบันยังคงเน้นเรื่องเดิมซึ่งถือว่าเชยไปแล้วสำหรับการเรียนการสอนในปัจจุบัน
นอกจากนี้ นายสุทิน ยังตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณด้านการศึกษาที่ตั้งไว้จำนวนมาก แต่กว่าร้อยละ 80 ถูกนำไปใช้ในส่วนของรายจ่ายประจำ ทำให้เงินในการพัฒนาการเรียนการสอน และพัฒนาสภาพแวดล้อมในการศึกษานั้นแทบไม่เหลือ สะท้อนได้จากโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในต่างจังหวัดที่มักจะต้องจัดสมทบทุนผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาเงินสร้างรั้วโรงเรียนหรือจ้างครูอัตราจ้างให้เพียงพอกับเด็กนักเรียน
“ถ้าวันนี้จะออกกฎหมาย ต้องกล้าหาญเลย ทำเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องใช้คำว่า ‘ปฏิวัติ’ แก้ทั้งทีเอาให้มันเบ็ดเสร็จ กฎหมายที่เป็นธรรมนูญการศึกษาก็ต้องแยกออกไป แต่กฎหมายปฏิบัติการขั้นพื้นฐานต้องแยกออกมา” นายสุทิน กล่าว
ขณะเดียวกัน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้ว่า ก่อนจะตรากฎหมายใหม่ต้องตั้งหลักให้ดีว่าอะไรควรอยู่ในกฎหมาย สิ่งสำคัญคือเมื่อเด็กเปิดอ่านกฎหมายแล้ว ต้องรู้ทันทีว่าตนเองมีสิทธิพื้นฐานอะไรบ้าง เช่น สิทธิการเรียนฟรี การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม หรือความสะดวกสบายในการเดินทางไปเรียน
ส่วนปัญหาเรื่องงานธุรการของครู ตลอดจนการปรับหลักสูตร นายพริษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถเดินหน้าได้ทันทีผ่านกฎหมายลูก โดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายแม่บท เพราะปัจจุบันก็มีกฎหมายลูกที่แยกระดับการศึกษาไว้จากกันแล้ว พร้อมกันนี้ยังเสนอให้เปิดพื้นที่ให้สามารถแก้ไขหลักสูตรการเรียนการสอนในกฎหมายลูกเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยืดหยุ่น