เปิด 6 ปัจจัยสุมไฟใต้ ยืดเยื้อ 22 ปี งบฯ 5.23 แสนล้านละลายแม่น้ำ
23 ก.ค. 2569 | prisana_tha

เปิด 6 ปัจจัยสุมไฟใต้ ยิงถล่มจุดตรวจทหารพราน นราธิวาส คร่า 5 ชีวิต กางสถิติ-งบฯ ยืดเยื้อ 22 ปี งบฯ 5.23 แสนล้านละลายแม่น้ำ
ข่าว
23 ก.ค. 2569 | prisana_tha

เปิด 6 ปัจจัยสุมไฟใต้ ยิงถล่มจุดตรวจทหารพราน นราธิวาส คร่า 5 ชีวิต กางสถิติ-งบฯ ยืดเยื้อ 22 ปี งบฯ 5.23 แสนล้านละลายแม่น้ำ
KEY
POINTS
23 กรกฎาคม 2569 ปฏิบัติการอุกอาจ เดือดปลายด้ามขวาน 9 คนร้ายชุดดำพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ใช้รถกระบะสีดำและรถ จยย. เป็นพาหนะ บุกยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี หมู่ 7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ชนิดไม่ยำเกรงกฎหมาย ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิตทันที 5 นาย และมีชาวบ้านบาดเจ็บ 6 คน วงจรปิดในจุดเกิดเหตุฉายภาพชัดเจน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ไฟใต้ยังไม่มีทางสงบลงง่ายๆ โดยตั้งแต่ปี 2547 - 26 ธ.ค.2568 พบว่า มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 10,116 ครั้ง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางร่างกายรวม 20,431 ราย แบ่งเป็น ผู้เสียชีวิต รวม 5,999 ราย แยกเป็น ประชาชน 3,661 ราย และ เจ้าหน้าที่รัฐ 2,338 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 13,519 ราย แยกเป็น ประชาชน 6,614 ราย และ เจ้าหน้าที่รัฐ 6,905 ราย ผู้พิการและทุพพลภาพ รวม 913 ราย แยกเป็นประชาชน 469 ราย และ เจ้าหน้าที่รัฐ 444 ราย
รัฐใช้งบฯแก้ปัญหาไปแล้วกว่า 523 แสนล้าน ในรอบ 22 ปี
โดย งบประมาณการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2547 – 2569 แบ่งเป็น
รวมเป็นเงิน 340,934.89 ล้านบาท
รวมงบประมาณในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (2547-2569) ทั้งหมด 523,363.48 ล้านบาท แต่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น!
ไม่ว่าฝ่ายความมั่นคงจะชี้แจงอย่างไร แต่เหตุรุนแรงเอาแค่ 2 ครั้งล่าสุด คือ คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า) หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และเหตุชายชุดดำ 6 คน อาวุธครบมือ นั่งท้ายกระบะที่ ขับรถโฉบเข้าไปยิงและปาระเบิดโจมตีจุดตรวจทหารพราน เสียชีวิต 5 นาย ก็ฟังไม่ขึ้น
มีคำถามว่า คนร้ายเดินทางมาจากไหน เหตุใดด่านสกัด จุดตรวจที่มีอยู่เต็มพื้นที่ ถึงสกัดจับไม่ได้ ทั้งขามา และขาหลบหนี หนำซ้ำเหตุโจมตีจุดตรวจทหารพราน ยังเป็นเหมือน “จุดไต้ตำตอ” คือ โจมตีจุดตรวจที่อ้างว่าดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนเสียเลย
พฤติการณ์การก่อเหตุ ส่งสัญญาณถึงผู้รับสารทั่วประเทศ คือ ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะทหารและตำรวจว่า ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่นี้ไม่ได้ เพราะตัวเองยังไม่ปลอดภัย หนำซ้ำเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นก่อนค่ำ ยังมีแสงสว่าง ไม่ใช่กลางดึก
คำถามว่า “ด่านมีไว้ทำไม” จึงยังคงมีต่อไป และสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ต่อไป รวมถึงจะเป็นอุปสรรคในการพูดคุยสันติสุข หรือเจรจาสันติภาพต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐด้วย
ยิ่งเหตุรุนแรงเกิดขึ้นได้ง่ายและมากเท่าไร ฝ่ายความมั่นคงย่อมไม่มีทางยอมเลิกด่าน ซึ่งด่านก็จะสร้างความลำบากให้พี่น้องประชาชน ทำให้คนบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่ไม่พอใจ ยิ่งเห็นว่าด่านป้องกันตัวเองยังไมได้ ยิ่งทำให้ไม่เชื่อมั่น และปฏิเสธการมีด่าน ตลอดจนปฏิเสธการมีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มากยิ่งขึ้น
นี่คือโจทย์ยากที่สุดของไฟใต้ปีที่ 22 กำลังจะขึ้นปี 23 ของฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาล
คดีนี้ส่งผลร้ายแรงลึกซึ้ง เพราะทีมสังหารเป็นอดีตคนของรัฐ เป็นอดีตทหาร , ทีมสนับสนุนก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นทหารสังกัด กอ.รมน., ทีมสังหารใช้รถ กอ.รมน. และใช้ปืนของกองทัพเรือที่อ้างว่าทำลายทิ้งไปแล้วในการก่อเหตุ ทั้งหมดกลายเป็นเงื่อนงำดำมืดที่รัฐอธิบายไม่ได้ และทำให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกลาง และฝ่ายที่ต่อต้านรัฐอยู่แล้ว เชื่อว่าเป็นเหตุรุนแรงที่กระทำโดยรัฐ ส่งผลถึงกระบวนการพูดคุยเจรจา “ไม่มีราคา” เพราะรัฐไทยไร้อำนาจต่อรอง เนื่องจากเคลียร์ปัญหาความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐเองไม่ได้
ข่าวล่าสุดนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการก่อเหตุรุนแรงหนักขึ้น ถี่ขึ้น และท้าทายมากขึ้น การเกิดเหตุระเบิดที่หน้า สภ.ตันหยง หลังเก่า แท้จริงแล้วคือเขตความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งตลอดมาไม่เคยเกิดเหตุลักษณะนี้ หรือใกล้ขนาดนี้มาก่อน แถมครั้งนี้ยังข้ามขั้นเป็น “คาร์บอมบ์“ ไม่ใช่ระเบิดธรรมดา ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ และประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ของแม่ทัพอย่างชัดแจ้ง
โดย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 เคยเกิดประเด็น "ปิดไมค์พูด" ระหว่างการแถลงข่าวคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 จนถูกรวมตัวประท้วงขับไล่มาแล้ว
รวมทั้ง การดำรงอยู่ด้วยข้ออ้างในการจัดระเบียบ จัดการผลประโยชน์มิชอบ และจัดการกำลังพลนอกแถว อาจส่งผลขยายวงขัดแย้ง เพราะมีผู้เสียประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเข้มข้นเรื่องเบี้ยเลี้ยง น้ำมัน และงบดำรงชีพของหน่วยในพื้นที่ ทำให้มีกระแสต้านเป็นคลื่นใต้น้ำมาตลอด เพราะด้านหนึ่งก็ส่งผลให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบากขึ้นจริงๆ
ขณะที่ ผบ.ฉก.นราธิวาส ที่ใช้ยุทธวิธีลักษณะ ”ตาต่อตา ฟันตอฟัน“ อาจยิ่งทำให้เกิดปัญหา หรือท้าทายสภาพปัญหามากขึ้น ทั้งฝ่ายเดียวกันเอง และฝ่ายตรงข้าม ผสานกับฝั่งตำรวจ ที่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 อยู่ในพื้นที่มานาน นั่งตำแหน่งนี้มา 3 ปี และมีปมขัดแย้งกับ ”สีเดียวกัน“ หลายปม ทั้งหมดล้วนส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง ทั้งจากการ “ผสมโรงก่อเหตุ” ของผู้เสียประโยชน์ และการลดความเข้มข้นของการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน จากปัญหาถูกจำกัดงบประมาณ
กระแสที่เกิดขึ้นมา อาจเป็นตัวเร่งให้ฝ่ายก่อความไม่สงบ ซึ่งอยู่ตรงข้าม กอ.รมน. อยู่แล้ว เร่งก่อเหตุเพื่อฉายภาพความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของ กอ.รมน.ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ข้อวิจารณ์เรื่องการใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย ไม่มีแผนงานโครงการที่ชัดเจน หลายๆ ส่วนเป็นงบลับ และภารกิจทางตรงก็ไม่มี ทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ไม่สามารถชี้แจงได้กระจ่างจนสิ้นสงสัย
โจทย์เลิก กอ.รมน.จึงยังมีอยู่ต่อไป และอาจเป็นชนวนของเหตุรุนแรงซ้ำซาก เพื่อกระชากเครดิตของ กอ.รมน.ให้ตกต่ำลง
ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยตกเป็นเป้าหมายการดิสเครดิต ทำให้คนในพื้นที่เห็นว่าแก้ปัญหาล้มเหลว และฝ่ายต่อต้านรัฐยังมีศักยภาพ โมเมนตัมการพูดคุยจึงเทน้ำหนักไปที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนมากกว่า และฝ่ายต่อต้านรัฐไม่จำเป็นต้องรีบเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพราะจากสถานการณ์ที่ปรากฏในปัจจุบัน ฝ่ายตนยังไม่มีวี่แววว่าจะพ่ายแพ้ แถมยังดูได้เปรียบกว่าฝ่ายรัฐไทยอีกต่างหาก
การเร่งก่อเหตุจะยิ่งสร้างความฮึกเหิมของกองกำลังและแนวร่วม ที่สำคัญยังเป็นเชื้ออย่างดีในการปลุกระดมหาสมาชิกใหม่ นักรบรุ่นใหม่ เพราะโฆษณาชวนเชื่อได้ว่า ฝ่ายตนมีโอกาสชนะ
คาร์บอมบ์ล่าสุดมีการใช้แท็กติก “ปล่อยรถไหลตามแรงเฉื่อยก่อนกดจุดระเบิด” เพื่ออำพรางและป้องกันการถูกตรวจจับ วิธีนี้ทำมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ในพื้นที่นราธิวาสทั้งหมด และประสบความสำเร็จ สร้างความเสียหายหนักทุกๆ รอบ
เหตุโจมตีจุดตรวจทหารพรานที่ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยกลุ่มปฏิบัติการชุดดำ ใช้รถปิกอัพเป็นพาหนะ คือ “ทีมงานมืออาชีพ” ที่ผ่านการฝึกฝน วางแผน และก่อเหตุซ้ำๆ มาแล้วหลายครั้ง รวมถึงแผนประทุษกรรมที่ก่อเหตุแล้ว เผารถทิ้งหรือจอดรถทิ้งในลักษณะเดียวกัน เช่น เหตุโจมตีที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมวางระเบิดป่วนเมืองหลายจุด เมื่อวันที่ 8 มี.ค.68
หรือเหตุปล้นร้านทองในห้างดัง สาขาสุไหงโก-ลก กวาดทองไปมูลค่ามหาศาล แถมก่อเหตุสกัดการไล่ล่าติดตาม และจอดรถทิ้งไว้ริมชายแดน เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68
การก่อเหตุในลักษณะ “ซุ่มยิงจากระยะไกล” มีบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ทำให้ฝ่ายรัฐสูญเสียกำลังพลและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทางตอบโต้ได้เลย
หลายฝ่ายเตือนว่านี่คือ “ทีมสไนเปอร์” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่ฝ่ายความมั่นคงของเรากลับพยายามบอกว่า ระยะยิงยังใกล้ แค่ 50-80 เมตร ยังไม่เข้าข่ายสไนเปอร์ ซึ่งคำอธิบายแบบนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ เลย
เมื่อเช็กลิสต์ทั้ง 6 ปัจจัย ย่อมกลายเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ไฟใต้ไม่ได้ดีขึ้น แม้จะละลายงบประมาณไปแล้วว่า 5.2 แสนล้าน และทุกรัฐบาลแก้ไขมานานกว่า 22 ปีแล้ว!