เนชั่นทีวี

ข่าว

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านระลอกใหม่ วิกฤตฮอร์มุซ เขย่าความมั่นคงพลังงาน-เศรษฐกิจไทย

09 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านระลอกใหม่ วิกฤตฮอร์มุซ เขย่าความมั่นคงพลังงาน-เศรษฐกิจไทย

ชนวนศึกตะวันออกกลางปะทุระลอกใหม่! สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่าน 80 จุด วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันโลกพุ่ง 5.2% เตือนโดมิโนเขย่ากระทบค่าไฟ-ปุ๋ย-กองทุนน้ำมันไทยวิกฤต

ชนวนศึกตะวันออกกลางปะทุระลอกใหม่! สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่าน 80 จุด วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันโลกพุ่ง 5.2% เตือนโดมิโนเขย่ากระทบค่าไฟ-ปุ๋ย-กองทุนน้ำมันไทยวิกฤต

KEY

POINTS

  • ศึกฮอร์มุซปะทุเดือด สหรัฐฯ ปูพรมถล่มอิหร่านกว่า 80 จุด: ตอบโต้ปมโจมตีเรือสินค้าและบีบเก็บค่าผ่านทาง ดันราคาน้ำมันโลกพุ่ง 5.2% ทันที
  • ไทยเสี่ยงรับแรงกระแทกหนักรอบทิศ: พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางเกิน 50% เสี่ยงเจอภาวะต้นทุนพุ่ง ค่าไฟ  และวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีซ้ำเติมเกษตรกร
  • เตือนนโยบายลดราคาเบนซินรัฐบาลเสี่ยงพัง: ชี้กองทุนน้ำมันฯ ขาดดุลหนักเข้าขั้นวิกฤต หากยังฝืนอุดหนุนอุ้มราคา ท้ายที่สุดอาจทำเงินเฟ้อระเบิดหนักกว่าเดิม

9 กรกฎาคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ล่าสุด สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านระลอกใหม่ โดย กฤษฎา ระบุว่า ชนวนเหตุเกิดจากการที่อิหร่านบีบบังคับจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางและโจมตีเรือบรรทุก LNG ของกาตาร์ ทำให้สหรัฐฯ ตอบโต้ขั้นเด็ดขาดด้วยการยกเลิกใบอนุญาตพิเศษส่งออกน้ำมันด้วยสกุลดอลลาร์ โดยขีดเส้นตายวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ส่งผลให้อิหร่านสวนคืนด้วยขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต จนวิกฤตการณ์นี้ส่อแววลากยาวและกระทบโครงสร้างไทยโดยตรง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงกว่า 50%
 
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางและวิกฤตที่สุดอีกครั้ง เมื่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว (Interim Deal) ที่เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนก่อนและเป็นความหวังอันริบหรี่ ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากการเปิดฉากปะทะทางทหารอย่างรุนแรงบริเวณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) เส้นทางยุทธศาสตร์ที่ลำเลียงพลังงานสูงถึง 1 ใน 5 ของโลก ปฏิบัติการ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพระดับโลก แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงมายังระบบเศรษฐกิจ ภาคพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ชนวนเหตุและรูปแบบการปะทะ: การยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ตามรายงานล่าสุดจาก สำนักข่าว Associated Press (AP) กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (US CENTCOM) ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ใส่เป้าหมายทางทหารมากกว่า 80 แห่งในอิหร่าน ครอบคลุมทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ เรดาร์ชายฝั่ง และการทำลายเรือรบขนาดเล็กของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ไปมากกว่า 60 ลำ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง Bandar Abbas, Qeshm และ Sirik เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านใช้กำลังโจมตีเรือพาณิชย์และเรือขนส่งพลังงาน 3 ลำรวด ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ที่ชื่อ Al Rekayyat จนเกิดเพลิงไหม้เนื่องจากปฏิเสธที่จะเดินเรือในเส้นทางที่อิหร่านควบคุม

ความตึงเครียดครั้งนี้บานปลายขึ้นเมื่ออิหร่านพยายามกดดันและบังคับจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่สนข้อตกลงเดิม ส่งผลให้สหรัฐฯ และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศสนับสนุนให้เรือสินค้าเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ฝั่งน่านน้ำของโอมาน (Oman Route) แทน ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนจากสุญญากาศเชิงอำนาจและภาวะระส่ำระสายภายในของอิหร่าน ท่ามกลางพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และความขัดแย้งในการส่งต่ออำนาจให้แก่ โมจตาบา คาเมเนอี

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ตอบโต้ขั้นเด็ดขาดด้วยการประกาศยกเลิกใบอนุญาตพิเศษ (Waiver/License) ที่เคยผ่อนปรนให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสั่งให้ยุติธุรกรรมทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานขึ้นทันที 5.2% ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบโต้คืนทันควันด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธถล่มฐานทัพและสิ่งปลูกสร้างของสหรัฐฯ กว่า 85 แห่งในบาห์เรนและคูเวต จนเสียงไซเรนเตือนภัยดังระงมทั่วภูมิภาค

แรงส่งผ่านวิกฤต: ราคาพลังงานไทยภายใต้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับประเทศไทย แม้จะตั้งอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิรบ แต่ในเชิงโครงสร้างพลังงาน ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) สูงกว่า 50% ของยอดการนำเข้ารวม การปะทะในช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งแรงกระแทกต่อไทยใน 2 มิติหลัก:

  • วิกฤตราคา (Price Shock) และค่าความเสี่ยง: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญไม่ใช่ภาวะ "น้ำมันขาดแคลนในทันที" เนื่องจากไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์ไว้ใช้ได้ราว 60–70 วัน แต่จะเป็นการเผชิญหน้ากับต้นทุนที่แท้จริงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่บวกค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) และค่าประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามทางเรือ (War Risk Insurance) ที่สายการเดินเรือผลักภาระมายังผู้ซื้อ
  • แรงกดดันต่อค่าไฟฟ้า (Ft): การที่เรือขนส่ง LNG ของกาตาร์ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ย่อมทำให้ราคา Spot LNG ในตลาดเอเชียผันผวนและดีดตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทย ซึ่งปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนประเทศ

 

โดมิโนสินค้าโภคภัณฑ์: จากช่องแคบฮอร์มุซสู่ต้นทุนเกษตรและอุตสาหกรรมไทย

ความเสี่ยงของวิกฤตฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปั๊มน้ำมันหรือบิลค่าไฟ แต่กำลังส่งผลกระทบแบบโดมิโนไปยังห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง (Hormuz-Related Commodities) ย้อนกลับมาซ้ำเติมภาคการผลิตของไทย:

  • ภาคเกษตรกรรมและวิกฤตราคาปุ๋ย: ตะวันออกกลางเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบต้นน้ำในการผลิตปุ๋ยเคมีที่สำคัญของโลก เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย เมื่อเส้นทางเดินเรือหลักเผชิญภัยคุกคาม ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลกย่อมดีดตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านเป็นต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้นของเกษตรกรไทยในพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา
  • อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก: โรงงานปิโตรเคมีของไทยที่ต้องใช้แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบตั้งต้น จะต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนที่ควบคุมได้ยาก แม้ว่าในระยะสั้นอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นจากมูลค่าสต็อกสินค้า (Stock Gain) แต่ในระยะยาว ส่วนต่างกำไร (Margin) จะถูกบีบอัดจากกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกที่หดตัวจากภาวะเงินเฟ้อ
  • ระบบโลจิสติกส์และการส่งออก: หากวิกฤตขยายวงกว้างจนทำให้สายการเดินเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกา จะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือ (Freight Rates) ที่พุ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคการส่งออกของไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป

 

ข้อควรระวังเร่งด่วน: สวนทางนโยบายรัฐบาล และสถานะกองทุนน้ำมันฯ ในเขตอันตราย

ท่ามกลางมรสุมราคาพลังงานโลกที่กำลังตั้งเค้า ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยคือนโยบายที่สวนทางกันของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันพยายามผลักดันการลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลงเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้น การปรับลดราคาในจังหวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและการประกาศยกเลิกใบอนุญาตค่าน้ำมันของสหรัฐฯ ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูงและอาจสร้างผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพทางการคลังในอนาคตอันใกล้

ความเสี่ยงนี้ถูกตอกย้ำด้วยสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันที่กำลังขาดดุลเงินสำรองอย่างหนักจนเข้าขั้น "เขตอันตราย" การใช้เงินกองทุนฯ ไปอุดหนุนเพื่อดึงราคาขายปลีกให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งในส่วนของดีเซลและเบนซิน ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูงและกรอบวงเงินกู้ที่ใกล้เต็มเพดาน ทำให้เครื่องมือทางนโยบายของรัฐบาลในการรับแรงกระแทก (Buffer) แทบจะไม่เหลือหลอ หากราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นรุนแรงจากการปะทะในตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันฯ จะไม่มีกระสุนเพียงพอในการตรึงราคาอีกต่อไป และอาจนำไปสู่ภาวะราคาขายปลีกพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดในภายหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อรุนแรงกว่าเดิม

 

การปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของไทย

วิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยผูกโยงอยู่กับเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างแนบแน่น ในระยะเฉพาะหน้า การบริหารจัดการของภาครัฐและเอกชนไทยจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งทางเลือกที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เช่น สหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรือในแถบอาเซียน พร้อมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การแทรกแซงราคาพลังงานอย่างเร่งด่วน โดยเปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง มาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน และต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานให้ประชาชนตระหนัก เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

ตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงดำเนินไปด้วยลักษณะการตอบโต้อย่างไม่มีใครยอมใคร ประเทศไทยคงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากพายุเศรษฐกิจลูกนี้ไม่ได้ ความสามารถในการอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับว่า เราจะกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเชิงโครงสร้าง หรือจะเลือกชะลอความเจ็บปวดไว้ด้วยมาตรการระยะสั้นที่กำลังจะหมดฤทธิ์ลงในไม่ช้า และในท้ายที่สุด เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ที่จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ข่าวล่าสุด